วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2551

สาเหตุที่พระพุทธศาสนาเสื่อมจากสังคมไทยในยุคปัจจุบัน








โดย : พระธัญณัฏฐ์ชัย ชยฺยธมฺโม
พระพุทธศาสนาคือศาสนาที่สอนเรื่องการหลุดพ้นจากความทุกข์เป็นสำคัญ จุดหมายของพระพุทธศาสนาคือการสอนให้รู้เรื่องทุกข์คือความเป็นจริงของชีวิต และการดับซึ่งความทุกข์นั้น ตามหลักการอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ
พระพุทธศาสนานี้อยู่คู่และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมานานแสนนาน จนอาจกล่าวได้พระพุทธศาสนานั้นได้ฝังรากลึกลงไปในจิตใจของคนไทย ปลูกฝังจนกลายเป็น นิสัยคนไทย ซึ่งเราจะเห็นได้จากพฤติกรรมการแสดงออกในด้านต่าง ๆ อันได้แก่ขนบธรรมเนียมไทย ประเพณีไทย ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เองถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงามอันเป็นเอกลักษณ์และ อัตลักษณ์ของคนไทยมาที่มีมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษอันยาวนาน
ถ้าจะพูดอีกแง่มุมหนึ่งก็อาจจะพูดได้ว่า พระพุทธศาสนานี้อยู่คู่กับการสร้างชาติไทยมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณกาล ตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ส่งสมณทูต ๙ สาย ซึ่งสายหนึ่ง มาที่สุวรรณภูมิ ตั้งแต่ดินแดนแถบนี้ยังมิได้รวมตัวเป็นประเทศไทยอย่างชัดเจนเหมือนเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นถ้าเราจะกล่าวว่า พระพุทธศาสนานี้มีส่วนช่วยให้ประเทศไทยมีเอกราชมาจนทุกวันนี้ก็เห็นจะผิด เพราะพระพุทธศาสนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติไทย ดังพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐกาลที่ ๖ ทรงได้ออกแบบธงไตรรงค์ขึ้น แทนธงช้างที่ใช้มาแต่ก่อน และทรงตราความหมาย ของสีธงแต่ละสีในธงไตรรงค์อันประกอบด้วยสีขาว สีแดง สีน้ำเงินนั้น อันเป็น สัญลักษณ์ของชาติไทย ซึ่งทรงได้พระราชนิพนธ์เอาไว้ในหนังสือ ดุสิตสมิต ฉบับพิเศษ ๑๔๖๑ หน้า ๔๒ ซึ่งมีใจความว่า
“ขอพร่ำรำพันบรรยาย ความคิดเครื่องหมาย
แห่งสีทั้งสามงานถนัด
ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์
และธรรมะคุ้มจิตไทย............”
แดงคือโลหิตเราไซร้ ซึ่งยอมสละได้
เพื่อรักษาชาติศาสนา
น้ำเงินคือสีโสภา อันจอมประชา
ธ โปรดเป็นของส่วนองค์
จัดเข้าเป็นไตรรงค์ จึงเป็นสีธง
ที่รักแห่งเราชาวไทย
ทหารอวตารนำไป ยงยุทธ์วิชัย
วิชิตก็ชูเกียรติสยาม ฯ
สาเหตุความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล
๑.การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นไปอย่างแท้จริง ซึ่งหมายความว่า ทรงได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณจริง ๆ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง รู้แจ้งโลก แสดงธรรมมะได้อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อพระพุทธองค์ทรงเป็นผู้รู้จริงแล้ว ธรรมมะของพระพุทธองค์จึงเป็นของจริง เป็นธรรมมะที่แท้จริง ธรรมมะของพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าเป็น อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือคำสอนที่เป็นจริง เมื่อนำไปปฏิบัติก็เกิดผลจริงตามสั่งสอน ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นแก่หมู่ชน จนเป็นเหตุให้กุลบุตรเป็นจำนวนมากต่างทิ้งบ้านเรือนสละทรัพย์สินและออกบวชพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า อันเป็นเหตุให้นำมาซึ่งศรัทธาประสาทะแก่สาธุชนบุคคลโดยทั่วไปที่พบเห็น ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและรวดเร็ว
๒.กำลังของพระศาสนาอันได้แก่กุลบุตรที่เข้ามาอุปสมบท ส่วนใหญ่ล้วนมาจากชนชั้นระดับปัญญาชนชนชั้นที่มีความรู้ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงทำให้พระพุทธศาสนาเจริญขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
๓.พระวินัย ที่ รัดกุม และชัดเจน ทำให้เกิดระเบียบขึ้นในหมู่คณะสงฆ์ การดำเนินบริหารงานด้านพระศาสนาจึงเป็นไปได้ด้วยดี และสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ซึ่งสร้างความศรัทธาเลื่อมใสให้เกิดขึ้นแก่บุคคลโดยทั่วไปอย่างมิใช่น้อย
๔.อุบาสก อุบาสิกา ฆราวาส ญาติโยม สนใจใส่ใจ ศึกษาพระธรรม ให้ทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ตลอดจนถึงดูแลเอาใจใส่ห่วงใยในกิจการพระศาสนา อย่างเช่นนางวิสาขา อนาถปิณฑิกะเศรษฐี

สาเหตุความเจริญรุ่งเรืองพระพุทธศาสนาในประเทศไทยในอดีต
เกิดการปกครองอันมีคุณธรรมของพระมหากษัตริย์และผู้ปกครองบ้านเมือง มาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ยุคสมัยอาณาจักรทวาราวดี สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนมาถึงรัตนโกสินหรือในยุคปัจจุบัน ซึ่งพระมหากษัตริย์โดยส่วนใหญ่ทรงปกครองโดยทศพิธราชธรรม อันเป็นธรรมมะสำหรับผู้ปกครองโดยทั่วไป ในการที่จะนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ราษฎร และยังมีผลทำให้ ราษฎร ประชาชน นั้น ต่างก็ประพฤติคุณธรรมตามผู้นำไปด้วย จะกล่าวได้ว่าในสังคมยุคก่อน ๆ ระบบที่แข็งแกร่งที่สุดคือระบบศีลธรรม คนในสมัยก่อนโน้นเชื่อเรื่อง นรก สวรรค์ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำทำให้เป็นคนมีธรรมะคุ้มครองจิตใจ โดยเฉพาะธรรมที่ชื่อว่า หิริ คือความละอายชั่ว โอตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป จะมีค่อนข้างสูง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะทำความชั่วทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ทำให้พระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองอยู่ภายใต้สังคมเต็มไปด้วยความสุข
ความเริ่มเสื่อมลงของพระพุทธศาสนาในไทย
หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จากระบอบสมบูรณายาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ความเจริญและความมั่นคงทางพระพุทธศาสนาก็เริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่เสื่อมถอยลงทันที…
เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว อำนาจในการบริหารประเทศ ขึ้นตรงอยู่กับคณะราษฎรเพียงกลุ่มเดียว จึงทำให้คณะราษฎรกลุ่มนี้ ใช้อำนาจอย่างฟุ่มเฟือยและเกินขอบเขต การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่นำมาอ้างเพื่อที่จะสร้าง ประโยชน์สุขสูงสุดให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนและสังคมไทยนั้น จึงเป็นเพียงแค่คำพูดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างเป็นนิทานหลอกเด็ก เพื่อที่จะหลอกลวงประชาชนชาวพุทธโง่ ๆในยุคนั้น ด้วยศิลปะวาทะอันคมคายของผู้นำ เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือแสวงหา สร้างอำนาจให้แก่ตนและพวกพ้อง การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเกิดขึ้นมาโดยตลอด การปฏิวัติรัฐประหารจึงมีขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
ผลพวงอันนี้เองทำให้พระพุทธศาสนาถึง ละเลย ทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง ถ้าเปรียบเป็นคนก็เหมือนคนที่ถูกปล่อยเกาะลอยแพ ที่เป็นเช่นนี้เพราะสาเหตุอะไร? ตอบได้ทันทีเลยว่า…
๑.ผู้นำไม่มีคุณธรรม การปกครองมิใช่เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน แต่เป็นไปเพื่ออำนาจตน มิได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปใช้ในการปกครอง ในชีวิตประจำวัน ตรงกันข้าม ชีวิตกลับเต็มไปด้วยโมหะ ความลุ่มหลงมัวเมา ความโลภ หื่นกระหาย ใน ลาภ ยศ ชื่อเสียง เมื่อเรามีผู้นำที่ไม่มีคุณธรรมเสียแล้ว สร้างแต่ความเลวให้ประชาชนเห็นอยู่ทุกวี่วันจนเป็นภาพที่ชินชา ส่งผลทำให้ผู้คนในสังคมประพฤติปฏิบัติเอาตามแบบอย่างที่เลว ๆ จนมีบางยุคถึงขนาดมีคำพูดวิปริตติดปากออกมาว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” หรือ “เงินคือพระเจ้า”หรือคำพูดที่ว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคิดของผู้คนที่วิปลาสคลาดเคลื่อนไปจากแนวคิดทางพระพุทธศาสนาเดิมไปเป็นอันมาก เป็นความคิดที่เต็มไปด้วย ความเห็นแก่ตัว เอาเปรียบผู้คนในสังคมเดียวกัน จึงส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาภายในสังคมอย่างไม่มีวันจบสิ้น
๒.ขาดการส่งเสริมและเอาใจใส่ในพระพุทธศาสนา เนื่องจากพวกนักการเมืองต้องใช้เวลาทุ่มเทกับเล่นการเมือง ถ้าเรามองย้อนดูประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้ว จะพบว่า พระมหากษัตริย์ทุก ๆ พระองค์ ทรงเป็นพุทธมามกะ ในหัวใจของพระองค์ทรงมีแต่ พระพุทธศาสนา และประชาชน ยกตัวอย่างเช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนแม้ในช่วงที่มีศึกสงคราม ข้าวยากหมากแพงก็ตาม ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปทั่วหัวแขนง แต่เมื่อพระองค์ทรงเสร็จจากศึกสงครามเมื่อใด ทรงจะรีบตรงเข้าไปทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดูแลทุกข์สุขของปวงประชาทันที โดยเฉพาะทางพระศาสนาแล้ว ทรงเป็นธุระจัดการโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากใด ๆทั้งสิ้น ทรงสร้างกุฏิพระสงฆ์ที่ชำรุด เป็นธุระนำพระไตรปิฎกมาจากนครศรีธรรมราช บำรุงค่าเล่าเรียนพระไตรปิฎกแก่ภิกษุ สามเณรด้วยพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าถึงขนาดพระราชดำรัสอันแสนน่าจับใจซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า
“ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงมีศีลคุณบริบูรณ์ในพระพุทธศาสนาแล้ว แม้นจะปรารถนามังสะ(เนื้อ) รุธิระ(เลือด) โยมก็อาจสามารถจะเชือดเนื้อแลโลหิตออกมาบำเพ็ญทานได้”
นี่แสดงให้เห็นถึงปณิธานอันแน่วแน่และเด็ดขาดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ทรงได้อุทิศพระวรกายทุ่มเททำงานเพื่อพระพุทธศาสนามากเพียงใด และยังสอดคล้องกับจารึกอีกชิ้นหนึ่ง ในศาลพระเจ้าตากสิน วัดอรุณราชวราราม อันมีใจความว่า
อันตัวพ่อ.... ชื่อว่า พระยาตา ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็นพุทธบูชา แด่พระศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม
ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี สมณะ พราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม
เจริญสมถะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
พระพุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน
แต่ถ้าหันกลับมามองดูที่นักการเมือง เราจะเห็นได้ว่าแตกต่างกันราวกับฟ้ากับดิน เทียบไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการประพฤติปฏิบัติ คุณธรรม การปกครอง หรือตรงด้านไหน ๆ ทั้งสิ้น ช่างห่างไกลกันมากนัก เพราะว่ากษัตริย์ทุก ๆ พระองค์ ซึ่งถือว่าเป็นนักปกครองประเทศไทยมาตั้งแต่ในอดีต ในหัวใจของพระองค์นั้นล้วนมีแต่ พระพุทธศาสนา และก็ประชาชน แต่พวกนักการเมืองที่เข้ามาปกครองประเทศตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันล้วนแต่มีเพียงลมปากว่า จะทำเพื่อประชาชน แต่ในหัวใจ มีเพียงเพื่อตัวเอง เพื่อลูก เพื่อเมีย เพื่อพวกพ้องลูกน้องตนแทบทั้งนั้น ความเสียสละทุ่มเทจึงไม่ค่อยปรากฏน้อยคนนักที่จะทำได้
ถ้าพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแล้วยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะว่านักการเมืองส่วนใหญ่นั้น มักจะเอาศาสนา มาบังหน้า มาหาเสียง เล่นละครตบตาชาวบ้านไปวัน ๆ เมื่อพวกนี้ไม่จิตใจที่จะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาแล้ว ทำให้เมื่อเข้ามาเล่นการเมืองและมีอำนาจขึ้นมา จึงต้องรีบกอบโกยหาประโยชน์ใส่ตนให้มาก ๆ เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาเล่นการเมืองและมีอำนาจจึงรวยเอารวยเอา รวยไม่รู้เรื่อง รวยอย่างไม่มีเหตุผล ไม่รู้ว่าเขาจะเอาเงินทองไปทำไม ตายไปก็เอาไม่ได้แม้แต่บาทเดียว น่าสงส๊า....ร น่าสงสารประชาชนคนไทยเป็นที่สุด
๓.การเดินนโยบายที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความคิดทางวัตถุนิยมของรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น ในรัฐบาลสมัยของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ได้มีคำขวัญกล่าวว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ถ้าไม่คิดมากก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคิดลึก ๆแล้ว จะเห็นได้ว่า ความคิดเช่นนี้คือความคิดในแนวลักษณะวัตถุนิยม ซึ่งเป็นแนวคิดทางตะวันตก หมายความว่า การมีเงินเพียงเท่านั้นคือความสุข ถ้าจะเปรียบเทียบกับสังคมปัจจุบันแล้ว คนในปัจจุบันหลายคนก็มีเงินทองมากมายแต่ทำไมถึงมีความสุขล่ะ? กลับมีแต่ความทุกข์ บางคนก็กินยาตาย บางคนก็กระโดดตึกตาย ถึงแม้พระพุทธศาสนาจะไม่ปฏิเสธวัตถุก็จริงอยู่ แต่การใช้วัตถุนั้นจะต้องอาศัยสติและปัญญาเข้ามาประกอบด้วย คือใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างเช่นพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ที่ทรงใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาปกครองไพร่ฟ้าจนร่มเย็นเป็นสุข ผลตามมาคือส่งเสริมให้จิตใจมีความสุข สรุปง่าย ๆก็คือ ใช้อย่างไม่ยึด ไม่ติด ไม่เป็นทาสของวัตถุนั่นเอง เพราะพระพุทธศาสนาเน้นความสุขทางด้านจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ
๔.การรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาโดยไม่มีการกลั่นกรอง สืบเนื่องมาจากผู้นำ ผู้บริหารประเทศตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ขาดไร้ซึ่งศีลธรรม และจิตสำนึกที่ดีในความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม จึงหลับหูหลับตายอมรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งมาจากไอ้พวกนักเรียนนอกคอก จนในที่สุด วัฒนธรรมเหล่านั้น แทรกซึมข้ามา แทนที่ วัฒนธรรมเก่าดังเดิมของคนไทย ซึ่งเป็นวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามทางพระพุทธศาสนา และส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ปัจจุบันประเพณีเก่าที่สืบทอดมายาวนานนับแต่อดีตเริ่มที่จะเลือนลางจางหายไปจากสังคมไทยจนแทบจะหมดสิ้น
สาเหตุความเสื่อมโทรมของพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน
๑.เกิดจากความโง่เขลาของชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ขาดจิตสำนึกที่ดีต่อการรับผิดชอบต่อส่วนรวมเรื่องศาสนา เหตุนี้เอง จึงทำให้คนนอกศาสนา ยกอย่างเช่น ไอ้ บ. ส้นตีน คนนอกศาสนา(ซาตาน) ที่เข้าไปมีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการสั่งไม่มีการสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียกทุก ๆวันศุกร์ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นแนวคิดที่จะพยายามแยกเอา บ้าน วัด โรงเรียน ออกจากกัน ซึ่งเดิมเราเรียกว่า บวร ซึงเดิมสถาบันทั้งสามมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นลึกซึ้ง เมื่อเด็กอยู่ที่บ้านก็มีพ่อ แม่ อยู่ที่โรงเรียน ครู ก็เป็นพ่อแม่คนที่สองคอยอบรมเลี้ยงดูนักเรียนด้วยความรักและเอาใจใส่ ไปที่วัด พระสงฆ์ ท่านก็สอนธรรมะก็เปรียบเหมือน พ่อแม่อีกท่านหนึ่ง ความผูกพันนี้ทำให้สังคมไทยมีรากฐานวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาอันแข็งแกร่ง
แต่เมื่อได้แบ่งแยกทั้งสามสถาบันออกจากกันเช่นนี้แล้วผลที่ตามมามันเกิดอะไรขึ้น? มันทำให้ความผูกพันอันดีเหล่านั้น สูญสิ้นไป ไม่เกิดขึ้นมาเหมือนเดิม ดังเช่นในอดีต แต่สิ่งที่เกิดกลับกลายเป็นการตั้งแง่ซึ่งกันและกันของแต่ละฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ไม่มีเวลา นำลูกไปโรงเรียน เด็กจึงไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ เมื่อมาอยู่โรงเรียนจึงไม่ได้ให้ความเคารพนับถือครูอาจารย์ ครูจึงเปรียบเสมือนเรือจ้าง หรือคนให้บริการเด็กนักเรียนเท่านั้น ปัญหาจึงเกิดขึ้นตามมามากมาย เนื่องจากเด็กไม่ได้ให้ความเคารพ ครูจึงไม่ได้ให้ความรักความเอ็นดูเด็กเท่าที่ควร เฆี่ยนตีเด็ก ก็ยังมีให้พบเห็นอยู่ หรือแม้เด็กทำอะไรผิด ครูก็มักที่จะไม่อยากตักเตือน ถือว่าลูกก็ไม่ใช่ หลานก็ไม่ใช่ เพราะถ้าตักเตือนไปแล้วดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ดีพวกนักเรียนอาจไม่พอใจ อาจชกครู ทำร้ายครูก็เป็นได้ เมื่อหันหน้ามาวัด พระก็มิได้เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจและสร้างปัญญาให้เท่าที่ควร เพราะไม่ได้กระทำหน้าที่แห่งความเป็นพระอย่างที่จะเป็น นั่นคือการ อบรมสั่งสอนศีลธรรมญาติโยมเหมือนเช่นในอดีต แต่กลายเป็นพระผู้ประกอบซึ่งพิธีกรรมอันรกรุงรัง มากมายเต็มไปหมด โดยอ้างเอาความศักดิ์สิทธิ์บังหน้าเพื่อเรียกร้องเงินทอง ญาติโยมที่โง่เขลาที่และพร้อมจะยอมควักจ่ายได้ทุกเมื่อ พระไทยในปัจจุบันจึงทำหน้าที่ไม่ค่อยแตกต่างจากพระญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ เพราะพระญี่ปุ่นตามความเข้าใจของคนญี่ปุ่นนั้น พระมีหน้าที่เฉพาะเป็นผู้ประกอบ พิธีกรรม สวดศพ เผาผี แค่นั้นเอง ลองหันกลับมาดูที่เมืองไทยซิ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง แต่ยังดีหน่อยที่พระไทยไม่ได้มีภรรยาเหมือนกับพระญี่ปุ่นเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นสังคมไทยคงยุ่งวุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้นอย่างแน่นอน
๒.เกิดจากแนวคิดอันวิปริตของญาติโยมเกี่ยวกับเรื่องการบวช เพราะการบวชในปัจจุบันนี้เรามองเป็นเพียงแค่ประเพณี ไม่มีความสลักสำคัญอะไร นอกจากโกนหัว ห่มผ้าเหลือง และกินนอนอยู่ที่วัดเท่านั้น แต่ไม่รู้เลยว่าพระจะต้องศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติตนให้สูงยิ่งขึ้นไป แต่พวกเราไม่ใส่ใจ ไม่เห็นคุณค่าในพระพุทธศาสนา ไม่คิดที่จะนำเอาคนที่ดี มีคุณธรรมเข้ามาอยู่ในวงการศาสนาเลย ซึ่งแตกต่างจากในครั้งพุทธกาลหรือสังคมไทยในอดีตมากยิ่งนัก เพราะว่าการบวชเข้ามาในยุคนั้นส่วนใหญ่จะประกอบด้วยความศรัทธาเป็นหลักมิใช่บวชเพียงเพื่อเป็นประเพณีเหมือนคนยุคนี้ และที่เข้ามาบวชในยุคนั้นล้วนแต่เป็น ระดับกษัตริย์ เจ้าชาย พราหมณ์หรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงแทบทั้งสิ้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับชั้นปัญญาชน และเป็นชนชั้นนำของคนในสังคมยุคนั้น แต่พอเราเหลียวมาดูแนวคิดของคนในสังคมในปัจจุบันนี้ และลองนำมาเปรียบเทียบกับระดับชนชั้นในสังคมของอินเดียในครั้งพุทธกาลดูบ้าง เราจะเห็นได้ว่า บุคคลที่เข้ามาบวชในปัจจุบันส่วนใหญ่มาฐานะค่อนข้างเป็น คนมีฐานะปานกลางและกระเดียดไปทางคนฐานะยากจนเสียส่วนมาก และยิ่งถ้านำไปเปรียบเทียบกับวรรณะของอินเดียในสมัยโบราณแล้ว เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า บุคคลที่เข้ามาบวชในสมัยนี้ ก็คงจะเปรียบเทียบได้กับวรรณแพศย์ วรรณะศูทร หรือจัณฑาล เท่านั้น จะนำไปเปรียบเทียบกับ วรรณะกษัตริย์ หรือ พราหมณ์ ไม่ได้เลย อาจจะมีบ้างแต่ก็เล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสลดใจเป็นที่สุดสำหรับพระพุทธศาสนา เพราะแทนที่เราจะเอาคนดี มีความรู้ มีความสามารถ มีความศรัทธาเข้ามา แต่พระศาสนากลับได้ คนที่ไม่มีคุณภาพ คนเหลือเดน หรือคนที่สังคมไม่ต้องการเข้ามาอยู่กันมากมายเต็มไปหมด ทำให้สังคมพระสงฆ์ซึ่งเดิมเป็นสังคมสำหรับคนมีศีลนั้นต้องพลอยมัวหมองลงไป เราจะเห็นได้ว่า คนในปัจจุบันที่เข้าบวชส่วนใหญ่มีลักษณะดังนี้ คือ
๑. ถ้าเป็นคนดีมีความสามารถ อยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องสึกไปมีลูกมีเมีย เพราะเกิดจากแนวคิดอันวิปริตของคนไทยที่ว่า ถ้าลูกคนคนไหนหัวดี เรียนเก่งก็ส่งเสริมให้เรียนสูง จะได้ทำงานมีครอบครัว แต่ถ้าหัวไม่ดี ไม่เอาไหน ก็ส่งมาบวชที่วัด
๒.ส่วนพวกที่อยู่ได้นานก็คือ พวกที่ไม่มีที่ไป คือมาบวชตอนแก่บ้างเพราะทำงานไม่ไหวบ้าง หรือไม่มีใครเลี้ยงดูบ้าง ไม่มีอะไรทำบ้าง ก็เข้ามาบวช กลุ่มคนพวกนี้ก็สร้างปัญหาอยู่ไม่น้อยแก่พระพุทธศาสนา เพราะบวชมามักไม่ได้สนใจศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีศีล แต่กลับใส่ใจเรื่องเอกลาภ กิจนิมนต์ หรือเงิน ทอง เป็นสรณะมีให้เห็นเป็นอาจิณแทบทุก ๆ วัดในประเทศและจุดนี้เองที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมจากคนที่ไม่มีคุณภาพเหล่านี้
๓.พวกที่มีความผิด มีคดี อย่างเช่น ติดยาเสพติด เป็นต้น ถ้าคนนั้นไปเจอวัดที่ดีมีการอบรมบ่มเพาะนิสัย ก็อาจจะเปลี่ยนนิสัยกลับมาดีได้ แต่ถ้ามาอยู่วัดที่ไม่เอาไหนสนใจแต่เรื่องวัตถุก็ยิ่งไปใหญ่ เมื่อบวชเข้ามาก็กลายเป็นเจ้าพ่อค้ายาบ้าง หรือกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ไปเสียงบ้าง เพราะพวกนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากญาติโยม ทำให้กำลังจ่ายค่อนข้างสูงตรงจุดนี้ก็สร้างปัญหาให้แก่พระพุทธศาสนามากมายเหลือเหลือประมาณ ถึงแม้ว่าพวกนี้จะไม่ ค้ายา เสพยา อันอาจเนื่องจากมีการจับตาตรวจสอบจากคนในสังคมอย่างแน่นหนาแข็งแรงก็ตาม แต่เมื่อบุคคลลักษณะนี้เข้ามาในสังคมสงฆ์ก็จะเป็น พระสงฆ์ที่ไร้คุณภาพ มีเพียงแค่ร่างกายที่บ่งบอกถึงความเป็นพระ แต่จิตใจ ไม่หลงเหลืออยู่เลย คือมีเฉพาะร่างกายแต่ขาดไร้ซึ่งวิญญาณนั่นเอง
๔.การหลั่งไหลเข้ามาบวชของพวกที่วิปริตทางจิตใจโดยไม่มีการกลั่นกรองทางฝ่าย ศาสนจักรอย่างดีเพียงพอ พวกนี้อันตรายที่สุดต่อเพศพรหมจรรย์พระ ได้แก่พวก รักร่วมเพศ เกย์ กระเทย เป็นต้นจุดนี้สร้างความเสื่อมเสียให้แก่พระพุทธศาสนามากซึ่งปัจจุบัน การกลั่นกรองเรื่องนี้แทบจะไม่มีเอาเลย เราเอาเรื่องการบวชไปฝากเอาไว้ที่อุปัชฌาย์เพียงรูปเดียว ถ้าจะพูดกันตามตรงกันแล้ว อุปัชฌาย์ทุกรูปก็อยากจะบวชเพราะได้เงิน และยิ่งการตรวจสอบในปัจจุบันที่ไม่เข้มงวดไม่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดและชัดเจนจึงเอื้ออำนวยให้พวกดังกล่าวมานี้เข้ามาบวชและทำลายพระศาสนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สรุปได้ว่า สังคมพระสงฆ์ในปัจจุบันที่กำลังมีปัญหาอย่างมากมาย อันมีผลต่อพระพุทธศาสนาอยู่ในขณะนี้ สาเหตุก็เนื่องมาจากญาติโยมผู้คนในสังคม เป็นผู้สร้างปัญหาให้แก่พระพุทธศาสนาแทบทั้ง มีความคิดอันวิปริต เห็นแก่เรื่องปากท้องเกินเหตุ ตกเป็นทาสอำนาจวัตถุนิยมจนมากเกินไป แทนที่จะส่งกุลบุตรที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาบวช เพื่อสร้างความเจริญ ความรุ่งเรืองให้แก่พระศาสนา กลับเอาพวกที่ไร้น้ำยา พวกหมดสภาพ พวกที่สังคมไม่ต้องการ เข้ามาทำลายพระศาสนา แล้วอย่างนี้ศาสนาจะไม่เสื่อมได้อย่างไร? เสื่อมแน่ ๆ ถ้าผู้คนในสังคมยังมีความคิดที่อุบาทอยู่อย่างเช่นนี้
ลองมองดูประเทศไทยตอนนี้ซิว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย พระพุทธศาสนาถูกย่ำยีเหยียบย่ำมากมายแค่ไหน ซ้ำยังถูกกระทืบ กระแทก กระทั้น ถูกบั่นทอน ทำลายอยู่ทุกวี่วัน
สะใจไหม! ที่บ้านเราเป็นเมืองพุทธ แต่ในรัฐธรรมนูญกลับไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ สนามบินสุวรรณภูมิมีห้องละหมาดเต็มไปหมด แต่ไม่มีห้องพระพุทธรูป และห้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ไม่มีแม้ที่นั่งพระสงฆ์ สถานีรถไฟหัวลำโพง ก็มีห้องละหมาด แต่เอาพระพุทธรูปไปไว้ข้างถนน ชาวพุทธไม่มีพรบ.สงฆ์ แต่มีพรบ.อิสลาม
สะใจไหม ! ที่รัฐสภา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงต่างประเทศ โรงเรียนนายร้อยสามพราน ไม่มีพระพุทธรูปอยู่แล้ว เพราะคนนอกศาสนาชั่ว ๆที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เข้าไปเป็นผู้มีอำนาจได้กระทำย่ำยีต่อพระพุทธศาสนาอย่างมันมือและเมามัน เพราะว่าชาวพุทธที่มีอยู่ทุกวันนี้ เป็นชาวพุทธแบบโง่ ๆ และ งี่เง่า เสียอีก ขาดจิตสำนึก รับผิดชอบต่อพระศาสนาจึงทำให้ไอ้พวกนอกศาสนามันได้ใจเลยเอาใหญ่ทำลายพระพุทธศาสนาได้อย่างสบาย ปรีเปรมเกษมสันต์
สะใจไหม! ที่ประเทศไทยเราเป็นเมืองพุทธฯ เราจึงมีโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งเป็นการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนตามแนวและหลักการ พระพุทธศาสนา สรุปก็คือ สอนให้เด็ก มีความรู้คู่กับคุณธรรมนั่นเอง โดยใช้แนวทางอริยมรรคมีองค์แปด
ซึ่งย่อเป็นแนวทางปฏิบัติก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญานั่นเอง ซึ่งถือแนวทางการสอนที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ก็มาจากเด็กมีแต่ความรู้ แต่ไม่มีคุณธรรม เราสร้างโรงเรียนวิถีพุทธขึ้นก็ไม่ได้ไปเอาเงินของศาสนาไหนไปสร้าง ไม่ได้หนักหัวกระบาลของโคตรบิดามารดาของคนในศาสนาไหนทั้งสิ้น แต่ตอนนี้เรากำลังจะโดนยึดแล้ว! กำลังจะถูกแย่งเอาไป จากไอ้คนนอกศาสนาหน้าด้าน ไอ้พวกที่โคตรบิดามารดาไม่ได้อบรมสั่งสอน เข้ามาย่ำยี่พระพุทธศาสนาครั้งแล้วครั้งเล่า ไอ้พวกหน้าไม่อาย ไม่กล้าสู้หน้า พวกที่เกลียดหมา แต่ใช้ตำราหมาลอบกัด ทุเรศๆๆๆๆจริง ๆ นะ
ดูซิโรงเรียนวิถีพุทธที่ชาวพุทธต่างร่วมใจกันสร้างเพื่อโดยมีเจตนารมณ์อันดีงามต่อสังคม แต่กลับถูกไอ้สกปรกพวกนี้มันกำลังเข้ามาสวาปาม แล้วมันจะเล่นแร่แปรธาตุเปลี่ยนเป็นโรงเรียน วิถีธรรม เป็นวิถีมารนะซิไม่ว่า ! มันจะเอาศาสนาของมันเข้ามาซึมแทรกและกะที่จะยึดเป็นของตัวเองในอนาคต ไม่รู้ว่านำเอาความคิดจากสัตว์นรกขุมไหนมาทำนะ ขอบอกตรง ๆ เลยนะ อย่างนี้ หมามันก็ทนไม่ได้...
ขอบอก ถ้าหากคนไทยพุทธ ยังไม่ตื่นมารับรู้ความเป็นจริง และกระตือรือร้นเพื่อที่จะปกป้องสิ่งที่ควรหวงแหนที่สุดนั่นคือพระพุทธศาสนาเสียแล้ว ต่อไปเราจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยในประเทศไทยที่บ่งบอกความเป็นพุทธ แม้กระทั่งคนไทยเองก็ตาม ต่อไปคงจะไม่มี และพวกเราคงจะต้องได้ร้องเพลง(ความเจ็บปวด) ของปาล์มี่อย่างแน่นอน
“ได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด และฉันจะอดทนแม้แทบขาดใจ ไม่อาจจะหลีกหนีความจริงที่มันโหดร้าย และพร้อมจะยอมทำใจความเปลี่ยนแปลง”

๓.เกิดจากศรัทธาปัญญาอ๊อนอ่อนของคนในสังคม ไทย เราจะเห็นได้ว่าญาติโยมทุกวันนี้ ขาดความใส่ใจ ละเลย เพิกเฉยต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่า คนทีสนใจเข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรมมีน้อยมาก แต่สนใจทำบุญโดยเฉพาะตามเทศกาลกลับมีเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้ามองดูผิวเผินแบบคนไร้สมองแล้ว ก็จะเห็นว่า พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เพราะจริญเต็มไปด้วยวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญต่าง ๆ แต่มองดูให้ลึก ๆแล้วจะห็นความเป็นจริงและพบว่าพระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมแบบสุด ๆ เพราะคนในสังคมขาดการประพฤติ ปฏิบัติ ขาดความรู้เกี่ยวกับศาสนา ไม่มีสมองและปัญญา จึงกระทำหรือแสดงอะไรออกมาแบบโง่ ๆ และความโง่ของคนในสังคม นี้ เองกลายเป็นผลร้ายสร้างอันตรายให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย เพราะคนโง่เหล่านี้เวลาทำบุญมักจะหลับหูหลับตาทำเหมือนคนตาบอด แทนที่จะทำบุญเพื่อสงเคราะห์พระคุณเจ้าที่ประพฤติดีประพฤติชอบ พระที่ทำงานเพื่อศาสนา พระที่มีความรู้ความสามารถ กลับกลายไปทำบุญส่งเสริมพวกอลัชชีเดียรถีย์ปลอมมาบวชมีอยู่มากมาย ไปส่งเสริมไปบุคคลจำพวกนี้ได้มีกำลังในการทำความชั่วมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนเป็นการส่งอาวุธให้โจรไปเข่นฆ่าผู้คน ปัญหาที่เกิดมาทั้งหมดนี้เกิดมาจากความโง่ของคนในสังคมที่อ้างตัวเองว่านับถือพุทธแต่เป็นพุทธแค่เพียงทะเบียนบ้าน เป็นชาวพุทธที่ไม่มีคุณภาพ เป็นชาวพุทธพันธุทาง และไร้จิตสำนึก
เราจะเห็นว่าสังคมปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความงมงายและโง่มากอย่างที่สุด อย่างคนบางคนที่บ้าคลั่งหวยมากจนถึงขนาดที่จะต้องลดตัวเองไปกราบไหว้สัตว์เดรัจฉาน เพื่อขอหวย พระพรหมคุณาภรณ์ได้เคยเทศน์เรื่องนี้เอาไว้ซึ่งพอ กล่าวสรุปใจความได้ว่า
“เวลาที่มีลูกเกิดออกมาผิดปกติ มี ๓ขาบ้าง ๕ ขา บ้าง เรากลับละเลยไม่ใส่ใจ แต่พอสัตว์เดรัจฉานออกมาผิดปกติ มี ๕ขาบ้าง ๖ ขา บ้าง เรากลับไปจุดธูปกราบไหว้ ทั้ง ๆ มนุษย์เรานี้ ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีกแต่เรากลับไม่ไหว้”
นี่หรือชาวพุทธ น่าสมเพศ ทุเรศ! ทุเรศ! ทุเรศ! ที่สุด! (ปัญญาอ่อนสิ้นดี)
ขอกล่าวตรง ๆ เลยว่าพวกนี้ไม่ใช่ใครมาจากไหนหรอก ก็เป็นไอ้พวกสัตว์เดรัจฉานกลับชาติมาเกิดนั่นเองยังไงล่ะ ! แทนที่ใส่ใจนำเอาหลักธรรมมะของพระพุทธองค์ไปดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาชีวิตตนให้เป็นสุข รู้จักกิน รู้จักเก็บ รู้จักใช้จ่าย เมืองไทยคงไม่เป็นหนี้ IMF หรอก คนไทยคงไม่ต้องลำบากยากจนข้นแค้น เหมือนทุก ๆวันนี้หรอกนะ ถ้าเราดำเนินชีวิตอย่างมีสติและปัญญาแล้ว ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ถ้าดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจ “พอเพียง” ตั้งแต่ต้น คงจะไม่เกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน
๔.การเข้าวัดแต่ไปไม่ถึงวัตร หมายความว่า ทุกวันนี้คนไทยเข้าวัดกันเยอะ ผ่านวัดก็แยะ แต่เข้าไปวัดกลับไม่ถึงวัตร ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะ เราเข้าไปในวัดเราก็พบเจอและสนใจเพียงแค่ วัตถุเท่านั้น เรามองว่าวัดเจริญรุ่งเรืองทุกวันนี้ก็เพราะวัตถุเจริญ เราจึงส่งเสริมเฉพาะเพียงวัตถุ แต่ไม่ใส่ใจวัตร คือข้อประพฤติปฏิบัติของชาวพุทธศาสนิกชนที่ดีงาม ปัญหาจึงเกิดขึ้น ทั้งพระที่อยู่ภายในวัด และญาติโยมที่อยู่ภายนอก
ถ้าสังเกตดูวัดที่มีคนเข้าไปมาก อาทิเช่น วัดสระเกศ วัดสุทัศน์ซิ ที่มีคนเข้าไปวัดนับหมื่นนับแสน แต่ไปเฉพาะงานศพ หรือหลายวัดที่ญาติโยมชาวพุทธเข้าไป ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เข้าไป ประพฤติปฏิบัติธรรม แต่เข้าไป ทำบุญ สะเดาะเคราะห์ ขอหวย เป็นต้น อยากตั้งจะตั้งคำถามกับชาวพุทธเหล่านี้จริง ๆ ว่าเข้าไปทำไม อย่างนี้แหละที่เป็นต้นเหตุทำให้ศาสนาเสื่อมตัวจริง เพราะเมื่อตัวเองประพฤติปฏิบัติผิดแล้ว ลูกหลานของตนเองก็ต้องประปฏิบัติผิดไปตาม ๆ กัน จะโทษใครไม่ได้เลย นอกจากตัวเองที่โง่ งี่เง่า งมงาย ไม่ยอมแสวงหาหนทางที่เป็นปัญญาให้เกิดขึ้นแก่ตน แทนที่น่าจะสั่งสอนลูกหลานให้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง กลับไม่ทำ เมื่อไม่สั่งสอนลูกหลานทำตาม อย่าไปหวังอะไรจากลูกหลานเลยว่าจะเป็นคนดี เพราะพ่อแม่มันชั่ว และลูกหลานพวกนี้เองที่จะเข้าไปทำลายพุทธศาสนาในอนาคต
๕.ระบบการสั่งสอนศีลธรรมในโรงเรียนเข้มแข็งไม่เพียงพอ เป็นปัญหาคาราคาซังในสังคมไทยมานานแสนนาน กระทรวงศึกษาพยายามพัฒนาหลักสูตรมาใช้เพื่อพัฒนาเด็กให้มีความรู้ มีคุณธรรม แต่การพัฒนาการศึกษาของกระทรวงฯ เป็นการพัฒนาแบบไม่มีมัน สมอง เป็นการพัฒนาแบบไร้สติปัญญา ไปคัดลอก ก๊อบปี้ ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาทั้งดุ้น เรียกว่า Child centered education หมายถึง การเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเขาได้ใช้มาตั้งนานในแถบยุโรป และจอห์น ดิวอี้ ได้นำเอามาใช้ในอเมริกา แต่หลักสูตรนั้นมันเต็มไปด้วยรูปแบบอันแน่นเอี๊ยด สาระการศึกษาแทบจะไม่มีเอาเสียเลยทำให้ปัจจุบันเด็กไทย ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเป็นควายกันเสียส่วนใหญ่
อาจารย์หลายท่าน บ่นให้ฟังว่า ระบบการศึกษาใหม่ ๘ สาระของกระทรวงนี้ มากมายไปด้วยรูปแบบยุ่งยากมากสำหรับครูที่ทำการสอน แทนที่จะใช้สมองในการสั่งสอนลูกศิษย์ให้ออกไปเป็นเด็กนักเรียนที่มีคุณภาพ แต่ครูจะต้องใช้เวลามาวุ่นวายเกี่ยวกับเอกสาร เยอะแยะเต็มไปหมด ยิ่งทางกระทรวงออกกฎบ้า ๆ บอ ไม่ให้ตีเด็ก ยิ่งแล้วไปใหญ่ แทนที่เด็กจะยำเกรงกลับยิ่งได้ใจทำตัวเหลวแหลกอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ไม่มียุคไหน ที่เด็กไทยจะตกต่ำเท่ายุคนี้ เด็กตีกัน เด็กฆ่ากัน เด็กเสพยา เด็กค้า เด็กมั่วทางเพศ เด็กเป็นแม่เล้า เด็กเป็นโจร ฯลฯ นี่ยังไงล่ะคือผลงานของกระทรวงฯสร้างสรรค์ ผลงานที่มีคุณภาพ(แย่) อีกแล้วครับท่าน!
ถ้ามองดูเรื่องศีลธรรมในโรงเรียนมันยิ่งไปกันใหญ่ อยากถามโรงเรียนว่ามีโรงเรียนไหนบ้างที่เอาระบบศีลธรรมไปใช้กันอย่างจริงจัง ที่เห็นชัด ๆ ก็อย่างเช่นโรงเรียนวิถีพุทธนี่แหละแต่ก็กำลังแย่ กำลังโดนยึดกิจการอยู่ขณะนี้
มันเศร้าจริง เครียด..จน..เศร้า , เครียด..จน..เศร้า เครียด..จน..เศร้า ๆๆๆๆๆ
๖.นักการเมือง นักปกครองที่อ้างว่าเป็นชาวพุทธ ไม่มีจิตสำนึก อ้างศาสนามาบังหน้าเพื่อหาแด..ก โอ ไม่สุภาพ หากิน เป็นเรื่องที่พบเห็นเจออยู่ประจำในสังคม จะหานักการเมืองดี ๆ มาทำยาหยอดตานั้นหายากมาก ถ้ามองดูส.ส. นั้นไม่ต้องพูดยังหาไม่เจอ แต่มองดู ส.ว. แล้วพอมีให้เห็นอยู่บ้างแต่น้อยเต็มที อย่างเช่น ส.ว.กัมพล ภู่มณี และ ส.ว. ดร.บุญเลิศ ไพลิน ที่สามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า เป็นนักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ เป็นนักการเมืองที่มีจิตสำนึกมีความรับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา นอกนั้นอย่าให้พูดถึงเลย เสีย...อารมณ์
เห็นได้ชัดจากกรณีย์ที่รัฐสภา รัฐบาลทักษิณที่ออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินมาโกงกินที่วัดเมื่อ เมย. ๒๕๔๗ ซิ เห็นชัด ๆเลยว่านักการเมืองไม่รู้จะหาทางวิธีไหนดีก็เลยมาโกงกินที่วัด พวกนี้ไม่ใช่ใครมาจากไหนหรอก ก็เป็นพวกเปรตกลับชาติมาเกิดยังไงล่ะ? ชาติก่อนคงจะขโมยของวัดจนต้องไปเป็นเปรตมาแล้วครั้งหนึ่ง พอได้เกิดมาเป็นมนุษย์นิสัยเก่าเลยยังไม่ทิ้งจึงต้องมาโกงกินที่วัดอย่างที่เราเห็น
อย่างในรายการถึงลูกถึงคน ที่ดำเนินรายโดยนายสรยุทธ์ เกี่ยวกับกฎหมายปฏิรูปฉบับนี้นั้น จะเห็นได้กลุ่มชาวพุทธผู้ที่รักพระศาสนา ได้ไปออกเผชิญหน้ากับพวกนักการเมืองเปรตพวกนี้ มีอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนที่ อาจารย์ ดร.สนิท ศรีสำแดง ได้ยกหลักฐานขึ้นมาชี้แจง ไล่ต้อนพวกนักการเมืองเปรตเหล่านี้จนจนมุม หน้าซีด ปากสั่น แต่แทนที่จะสำนึกผิด กลับใช้วาทะ ปลิ้นปล้อน กระล่อน ตอแหล หลากลีลา เพื่อแก้ข้อหาที่เป็นชนักที่ติดหลังจนพัลวัน ดูแล้วนักการเมืองเปรตพวกนี้ ถ้านำเปรียบเทียบกับโสเภณีผีขนุนที่ท้องสนามหลวงแล้ว เปรียบเทียบกันไม่ได้เลยแม้สักนิด เพราะว่า ถึงแม้อาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เป็นอาชีพที่น่ารังเกียจของคนไทยก็ตาม แต่ลองคิดดูซิ พวกผีขนุนเหล่านั้น ถึงแม้จะยึดอาชีพใช้สถานที่หากินใกล้ ๆ กับวัดหลาย ๆ วัด เพื่อขายบริการทางเพศ แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่เคยคิดที่จะทำลายวัด ไม่เคยคิดที่โกงกินทีวัด ไม่ เหมือนกับนักการเมืองเปรตพวกนี้เลย
โอ..บัดซบจริง ๆเลยนะโยม
และยิ่งถ้าไปเปรียบเทียบกับโสเภณีไทยในอดีตแล้วก็ยิ่งเปรียบไม่ได้กันใหญ่เลย เพราะว่าเคยมีโสเภณีไทยในอดีตสามคนได้ร่วมมือกันสร้างวัด ขึ้นมา ชื่อว่า วัดคณิกาผล ภาษาจีนเรียกว่า ซาเพ้ง คนไทยเรียก เพี้ยนเป็น สำเพ็ง ดูซิโสเภณียังสร้างวัดให้พระอยู่ แต่นักการเมืองเปรตพวกนี้ ไม่สร้างวัดแล้วยังแถมทำลายวัด โกงกินที่วัดเสียอีก น่าอดสูยิ่งนัก อย่างนี้ถ้าว่าง ๆ ลองไปฟังเพลงของหินเหล็กไฟดูบ้างนะ
“ไป ๆ ไปลงนรก เสียเถิดที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ เวลาของเธอหมดแล้ว”

ปัญหาที่เกิดขึ้นไทยในสังคมปัจจุบันจากการห่างไกลพุทธศาสนา
๑.ปัญหาเรื่องยาเสพติด เป็นปัญหารุมเร้าบั่นทอนทำลายสังคมไทยอยู่มิน้อย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ต่างก็รณรงค์ให้เด็กไทยเล่นกีฬาบ้าง ทำกิจกรรมบ้าง เพราะคิดว่าเป็นหนทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กและเยาวชนไม่ให้หันไปเสพยา แต่ลองคิดดูซิว่าเด็กไทยในปัจจุบันสุดยอดขนาดไหน! ผู้ใหญ่ให้เล่นกีฬาต้านยาเสพติด แต่เด็กไทยเสพยาต้านกีฬามาติด หรือเป็นกีฬาพนันฟุตบอลไปเลย อย่างชนิดที่โงหัวไม่ขึ้น
ส่วนเรื่องให้เด็กทำกิจกรรมเพื่อป้องกันยาเสพติดก็อีกนั่นล่ะ เด็กไทยไม่ทำกิจกรรม แต่ชอบไปทำกิจกามแทน สังคมทุกวันนี้จึงฟอนเฟะ เหลวแหลกตั้งแต่เด็ก การที่รัฐบาลเป็นห่วงว่าประชากรไทยจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เพราะกลัวว่าจะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลหรอก จริง ๆ แล้วควรส่งเสริมให้คนไทยมีบุตรครอบครัวละหลายคนด้วยซ้ำ ! เพราะว่าต่อไปเด็กไทยในยุคนี้คงอยู่ได้ไม่นาน เป็นเอดส์ตายห่..กันหมด
ส่วนเรื่องให้เด็กเล่นดนตรีเพื่อป้องกันยาเสพติดนั้น เด็กไทยไม่ชอบดนตรี แต่ชอบยกพวกตีกันมากกว่า เพราะว่ามีดนตรีที่ไหนยกพวกตีกันที่นั่น แทงกันที่นั่น ฟันกันที่นั่น แล้วยังนี้จะไปป้องกันยาเสพติดได้อย่างไร
นี่ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าการป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งรุงรังไปหมด แก้ปัญหาเรื่องหนึ่ง ก็ยิ่งสร้างปัญหาอีกเรื่องหนึ่งตามมา แก้อย่างไรก็ไม่มีวันจบ เพราะว่า เราไม่คิดจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั่นเอง
นี่แหละคือผลจากการที่เราพัฒนาสังคมทางด้านวัตถุจนเกินไป วัตถุเราจึงเจริญรุ่งเรือง แต่ผลการพัฒนาทางด้านจิตใจเราล้าหลัง ความดีความชั่วที่สังคมไทยเราสั่งสอนกันมานานตั้งแต่ในอดีตนั้น ปัจจุบันมันเป็นเพียงแค่อุดมคติของมนุษย์เราเท่านั้น แทนที่เราจะใช้ศีลธรรมในการสร้างสังคม แต่กับไปนำกฎหมายมาใช้บังคับมนุษย์แทน ผลก็คือคนไทยทุกวันนี้ทำอะไรไม่ค่อยคำนึงว่ามันจะถูกหรือผิด เพียงแค่ขอให้ถูกกฎหมายเท่านั้น ความวุ่นวาย แก่งแย่ง แข่งขัน ก็เกิดขึ้น ขอบอกตรง ๆว่ามันแก้ไขปัญหาให้หมดไปไม่ได้หรอก ถ้าคนไทยในสังคมไม่คิดจะแก้ไขปัญหาที่จิตใจของคน
ตรงจุดนี้เราจะต้องปลูกฝังศีลธรรมอันดีงามลงไปในจิตใจของเยาวชนตั้งแต่เด็กถึงจะถูก จนเด็กและเยาวชนนั้นซึมซับเอาสิ่งดีงามลงไปในนิสัยใจคอของตนและแสดงออกมาด้วยพฤติกรรมอันเหมาะสม ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมถึงจะแก้ได้ เพราะว่าปัญหาส่วนใหญ่นั้นล้วนมาจากตัวคนแทบทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าจะมาแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ตอนที่เด็กเติบโตขึ้นมาและมีปัญหาแล้วถึงจะมาแก้มันไม่ถูก วัดมิใช่เป็นสถานสงเคราะห์หรือสถานสำหรับคนอนาถาเท่านั้น แต่วัดคือสถานที่อบรมบ่มเพาะคนให้เป็นคนดี ตอนที่ลูกยังเป็นเด็กเล็ก ทำไมพวกเราไม่เคยคิดที่จะพาลูกเราเข้าวัด มาฟังธรรม อบรมศีลธรรม ให้แก่เด็ก แต่ตอนที่เด็กโตขึ้นและมีปัญหากลับพามาเข้าวัด เด็กติดยาก็พามาเข้าวัด เด็กเป็นเอดส์ก็พาเข้าวัด แล้วจะให้แก้ไขปัญหาได้อย่างไร? มันแก้ไม่ได้หรอก
๒.ปัญหาการส่ำส่อนทางเพศ ในสมัยอดีตประเทศใช้ระบบศีลธรรม อย่างเช่น ในสมัยพระยาลิไทย ที่ทรงได้รจนา ไตรภูมิพระร่วง ขึ้นมาเพื่อวางกฎศีลธรรมอันดีงามให้เกิดแก่สังคม เราคงไม่ต้องพูดว่าคนในยุคนั้นเป็นเช่นไร คงไม่ใครกล้าทำหรือแม้แต่คิดที่จะทำความชั่วเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุ เพราะคนในยุคนั้นเชื่อเรื่องนรก สวรรค์ โดยเฉพาะศีลข้อที่สาม เกี่ยวกับการประพฤติผิดในกามถือเป็นศีลข้อที่สำคัญข้อหนึ่ง เพราะถ้าใครไปยุ่งล่วงเกินลูกเมียผู้อื่นแล้วจะต้องตกนรก ต้องไปปีนต้นงิ้วได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส คนจึงไม่กล้าทำชั่วโดยเฉพาะเรื่องกาม ทำให้สังคมในยุคนั้นจึงเป็นสังคมแห่งความสุขอย่างแท้จริง ลองมองย้อนมาดูสังคมในยุคนี้บ้างซิ จะพบได้ว่าเป็นสังคมแบบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ ตั้งแต่ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนไทยบางกลุ่มก็ได้ไปเรียนที่ประเทศตะวันตก เมื่อไปเรียนมาแล้วแทนที่คนไทยจะมีความฉลาดปราดเปรื่องเพิ่มมากขึ้น เปล่าเลย คนไทยหลายคนที่ไปเรียนกลับยิ่งโง่กว่าเดิมเสียอีก เพราะถูกไอ้พวกตะวันตกล้างสมองครอบงำทางด้านความคิดมาจนหมดสิ้น โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่พวกฝรั่งนายทุนใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความร่ำรวยให้แก่ตนนั้น กระสันเหลือเกินที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยไม่คำนึงถึง สภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณีไทยว่าจะเป็นอย่างไร พอเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วประเทศไทยเป็นอย่างไร ตอบได้เลย ว่าดูไม่จืด ทุเรศสุด ๆ ยิ่งนานวันสังคมไทยเรายิ่งเลวลง ๆ ตกต่ำสุดขีดโดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมแล้วไม่ต้องพูด
( รุนแรงไปแล้วท่าน... ไม่เอา..ไม่พูด โยมแม่ขอร้อง)
เพราะอะไรล่ะ?
ถ้าไปถามคนไทยในยุคนี้ว่า ท่านเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ว่าจริงหรือเปล่า? ชาติหน้ามีจริงไหม? แล้วทำดีได้ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วต้องตกนรก มีอยู่จริงหรือ? รับรอง จะต้องได้รับคำตอบจากปากอีกผู้คนจำนวนมากอย่างแน่นอนว่า “ไม่เชื่อ ยุคนี้มันยุคไหนแล้ว ยุคนี้เป็นยุคประชาธิปไตย ความคิดเช่นนั้น เป็นความคิดของคนโบราณ เป็นความคิดที่ล้าสมัย สวรรค์นรกไม่มีจริงหรอก” จริง ๆ แล้วอยากจะถามว่าพวกมันเหล่านี้เหลือเกินว่า แล้วไอ้ประชาธิปไตยที่พวกมันคลั่งไคล้อยู่ในตอนนี้ มันดีจริงหรือ! ตอบได้เลยว่า ไม่ดีจริง ลองแหกลูกตาศึกษาประวัติศาสตร์ดูซิ!เราจะรู้ว่า เราเอาประชาธิปไตยมาจากตะวันตก ตะวันตกเอามาจากกรีกโบราณ ถ้าประชาธิปไตยดีจริง ทำไม? โสเครตีส ซึ่งถือว่าเป็นนักปราชญ์ของกรีกในยุคนั้นถึงต้องถูกประหารด้วยเล่า ? ทั้งที่ไม่มีความผิดใด ๆ เลย แต่เกิดจากการโสเครตีส ถูกอิจฉา ริษยา และถูกกลั่นแกล้งจากคนบางคน และถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า? ลองคิดดูให้ดี ว่าคนดี ๆ ต้องมาตายด้วยระบอบประชาธิปไตย แล้วการปกครองเช่นนี้ถือว่ามันดีหรือเปล่าเล่า ? (รุนแรงอีกแล้วนะท่าน...)
แต่ก่อนสังคมไทยในสมัยโบราณ ดูเหมือนว่าจะมีความคิดงมงายก็จริงอยู่ เพราะยึดมั่นอยู่ในหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ก้าวหน้า ไม่ไฮเทค ไม่ ไอที ไม่เทนด์ ไม่เป็นเด็กแนวเหมือนในยุคนี้ แต่ลองเปรียบเทียบสภาพสังคมดูซิ! มันช่างแตกต่างกันเสียจริง ๆ
แทบไม่น่าเชื่อ คนในยุคโน้น ที่ว่าเขาโบราณ แต่คนในยุคก่อนโน้น ไม่มีทุจริตคอรัปชั่นจนกลายเป็นแฟชั่นเหมือนกับคนในสังคมปัจจุบัน ไม่มีการเสพยาบ้าแล้วออกมาอาละวาดทำร้ายผู้คน ไม่มีการฆ่าและข่มขืน กระทำชำเรา ลงแขกเรียงคิว ไม่มีการวิปริตทางด้านจิตใจ เป็นประเทือง เป็นกระเทย เป็นตุ๊ด เป็นแต๊ว ตุ๋ยเด็กเป็นเกย์ เป็นทอม เป็นดี้ โอ เยอะแยะมากมายกลาดเกลื่อนเต็มไปหมดในสังคมปัจจุบัน และคนในยุคนั้นก็ยังไม่มีการส่ำส่อนและวิปริตทางเพศมากมายเหมือนคนในยุคนี้ ดูคนสมัยก่อนซิ ถ้าเกิดมีผู้หญิงคนไหนเกิดเผลอไผล นอกใจสามีไปสักครั้งหนึ่งแล้ว หญิงคนนั้นจะคิดมากไปจนวันตายเชียวล่ะ เพราะรู้ว่ามันไม่ดี มันผิด เป็นบาปกรรม แต่ลองดูผู้หญิงในสมัยนี้บ้างซิ ว่าเขาคิดกันอย่างไร เรื่องนอกใจเหรอ ปกติ๊ ปกติ ถึงแม้มีสามีแล้วก็ตาม ถ้าพอใจใครแล้วก็นัดกันไป...อย่างนี้เขาเรียกว่ากิ๊กยังไงล่ะ!(เพื่อนก็ไม่ใช่ แฟนก็ไม่เชิง ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร) สมัยก่อนผู้หญิงหวงเนื้อหวงตัวมากไม่ยอมให้ผู้ชายคนใดมาล่วงเกินง่าย ๆ แต่ดูสมัยนี้ซิ ว่า ถ้าหวงตัวเดี๋ยวจะไม่เด่น ผ้าผ่อนที่ใส่มันยาวรุ่งริ่ง ไม่ได้ ต้องสั้น ๆ ให้คับติ้วไปเลย เพื่ออวดส่วนสัดร่างกายให้เป็นที่สนใจ ยุคนี้มันต้องโชว์ สะดือนั่นหรือ ก็ต้องโชว์ มีอะไรก็โชว์เปิดมันให้หมด....แล้วพอโดนถูกลากไปข่มขืนล่ะ ? ก็มานั่งโอดครวญ ร้องให้ ดูน่าสมเพศ จริง ๆ อย่างนี้ต้องขอบอกว่า มันน่าสมน้ำหน้าซิมากกว่า ที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่าไอ้รายที่โดนลากไปเรียงคิวข่มขืนนั้นส่วนใหญ่ มักไม่หลับไม่นอน ตีหนึ่ง ตีสอง ก็วิ่งร่านซ่านตะลอนนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ผู้ชายเขาไป พ่อก็ไม่ แม่ก็ไม่ใช่ ดันโง่นั่งไปกับเขาได้ โง่ จริง ๆ แล้วจะโอดครวญหาพระแสงดาบทำไมก็ไม่รู้
เรื่องการส่ำส่อนทางเพศคนไทยไม่น้อยหน้าติดอันดับโลกทีเดียว วัยรุ่นไทยส่ำส่อน ในระดับแนวหน้า ระดับอินเตอร์ สำส่อนเฉพาะคู่ของตนยังไม่พอ ต้องไปสำส่อนแบบมีส่วนร่วมอีกด้วย นั่นคือ มีคู่ครองของตนแล้วยังไม่พอใจต้องเอาไปแลก...ก็แลกคู่นอนยังไงล่ะ...เขาเรียกว่า สวิงกิ้งยังไง !
ทุเรศสิ้นดี นี่หรือมืองไทยยุคประชาธิปไตย !
มีข่าวเกิดขึ้นมาอยู่เรื่องหนึ่งว่า มีนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทั้งหญิงและชายหลายคนต่างก็มีอะไรกันเป็นที่เรียบร้อยแต่ยังไม่พอใจก็เลยนำมาแลกเปลี่ยนคู่นอน ต่อมายังไม่พอใจอีกเลยเที่ยวตระเวนไปโรงเรียนอื่นๆ เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนคู่นอนและทำเช่นนี้มาตลอด และต่อมาเกิดมีนักเรียนคนหนึ่งเป็นเอดส์ ในที่สุดไอ้พวกที่สำส่อนเปลี่ยนคู่นอนหลายสิบคนต้องพลอยติดเอดส์เป็นโบนัสและเป็นเครื่องบรรณาการชีวิตไปกันทั้งหมด นี่ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยในยุคนี้มีสมองที่ไม่ค่อยคิดในเรื่องที่สูงๆเท่าที่ควร แต่ชอบคิดในเรื่องต่ำ ๆเป็นส่วนใหญ่ ดูซิสังคมของเราในปัจจุบันมันน่าขยะแขยงขนาดไหน ทุกวันนี้มีคนโรคจิต จิตเพศ วิตถารเต็มอยู่มากมายเกลื่อนกล่น
บางพวกบ้ากามบางคนมีอะไรกับคนยังไม่พอใจ ต้องมีอะไร กับหมู หมา โค กระบือ ตลอดจนสัตว์เดรัจฉานนานาชนิดอีกด้วยถึงจะพอใจ ไม่ว่าสัตว์อะไรก็ตามถ้าสนองตัณหาได้พวกนี้มันเอาหมด ดูซิขนาดศพมันก็ยังข่มขืน อย่างนี้ต้องขอบอกตรง ๆ ว่า ไอ้พวกสกปรก ! ไม่มีสุขอนามัยที่ดี เอาได้แม้กระทั่งศพ!
หรือขนาดลูกสาวในไส้ของตัวเองแท้ ๆ ก็ยังมีพ่อชั่ว ๆอีกหลายคน ข่มขืนกระทำชำเราอย่างป่าเถื่อน ความเป็นมนุษย์แทบไม่มีหลงเหลืออยู่เลย(มันเป็นอยู่หรือนี่) ยิ่งนานวันจิตใจคนยิ่งใกล้เคียงกับสัตว์เดรัจฉานเต็มที สล๊ด สลด จริง ๆ นะโยม
สรุปว่า การที่จะสร้างสังคมให้ดีให้มีความสุขนั้น เราจะใช้ระบอบการปกครองที่เราเห็นว่าดีแล้วนำมาครอบหัวประชาชนเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่เราจะต้องคำนึงถึงพื้นฐานของสังคมไทยว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของจิตใจของคนเป็นว่าสำคัญที่สุด เขาจะได้รับผลกระทบจากการปกครองหรือไม่? มากน้อยขนาดไหน? สังคมจึงจะมีความสุข ถ้ามองดูสังคมประชาธิปไตยที่เราทุกวันนี้ อย่าคิดว่ามันจะดีแต่เพียงฝ่ายเดียวสิ่งที่ดีก็มีสิ่งเสียก็เยอะ ลองพิจารณาดูให้ลึกลงไปซิว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น?
สังคมไทยยิ่งเป็นประชาธิปไตยเพียงแค่รูปแบบนานมากขึ้นเท่าไหร่ จิตใจคนไทยยิ่งตกต่ำมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งสังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้น คนไทยก็ยิ่งจะเลวมากขึ้น ยิ่งชั่วมากขึ้น สิ่งที่เราได้ชัดจากจะได้จากระบอบประชาธิปไตยมีเพียงอย่างเดียวก็คือความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุที่พัฒนาสูงขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ผลพลอยได้ที่ประพึงประสงค์ก็คือ จิตใจของคนในสังคมไทยก็จะยิ่งตกต่ำทรุดลงไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันหยุดเช่นกัน และจะยิ่งตกต่ำกว่าสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน หรืออสูรกาย ใดใดในจักวาลเสียอีก
3.ปัญหาทุจริต คอรัปชั่นในสังคม ปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาเรื่องที่ใหญ่สุดในสังคมไทยเรา ตรงจุดไหนบ้างของประเทศไทยที่ไม่ทุจริต ไม่มีหรอกมีมาก ตั้งแต่จุดเล็ก ๆที่สุดในสังคมก็คือบ้าน พอพ่อแม่เผลอ ลูกก็ทุจริตโขมยเงินพ่อแม่หนีเที่ยว ระดับสังคมที่ใหญ่ขึ้น อย่างเช่น อบต. อบจ. มันก็ทุจริตกันเต็มไปหมด แถมยังฆ่ากันอีกเพราะขัดผลประโยชน์ ยิ่งระดับประเทศชาติไม่ต้องพูดถึง ทุจริตกันจริง ๆ ทุจริตกันเป็นอาชีพ เป็นชีวิตจิตใจกันทีเดียว บางคนทุจริตเชิงนโยบายไม่พอ ยังเข้ามาแก้ไขกฎหมายเพื่อทุจริตต่ออีก ดูซิแล้วสังคมไทยมันจะเจริญได้อย่างไร? ถ้าเราไม่แก้ไข พังกันหมด
นี่ถ้าสังคมไทย ไม่บีบคอกดหัวพระเอาไว้ตุ่ม หรือไม่จับพระขังเอาไว้ในกรงกำแพงวัดตั้งแต่แรกแล้ว สังคมไทยคงไม่วิบัติมากมายถึงเพียงนี้ ตอนนี้จะให้ไปช่วยอะไร มันทำอะไรไม่ได้มากหรอกเพราะว่า ไอ้ตอนที่ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ผู้นำที่เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่แรกควรที่จะต้องวางระบบศีลธรรมให้แก่เยาวชนตั้งแต่แรกเริ่มอย่าง จริงจังเสียก่อน พระนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อการสร้างสังคมไทย เพราะพระจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจของเด็กไทยให้เข้มแข็ง ดูพระซิมีมากมายหลายรูปพร้อมจะทุ่มเทสั่งสอนอบรมศีลธรรมให้แก่เยาวชน ประชาชนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ถ้าพระได้ทำงานตั้งแต่ต้นปัญหาในสังคมก็จะไม่มี
แต่คนไทยไม่เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะผู้นำ ที่เรื่องอะไรอะไรก็ไม่อยากให้พระเข้าไปเกี่ยวข้อง กลัวพระจะรู้ว่าตัวเองทำอย่างไร พูดง่าย ๆ กลัวจะไม่ได้ทำชั่วได้สะดวก ต้องให้พระอยู่ห่าง ๆ เอาไว้ สิ่งที่พระทำนั้นมันมีแต่สิ่งดี ๆ แต่ความดีมันเป็นเพียงอุดมคติ กินไม่ได้ ไม่เหมือนเงินทอง มีมากเท่าไหร่ยิ่งดี ลองดูซิว่าจริงไหม? รัฐบาลกี่ยุค กี่ยุค ก็กดหัวพระ ยิ่งเหยียบหัวได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี พระทุกวันนี้จึงไม่มีบทบาทในสังคมไทยเท่าที่ควร เพราะอะไร? ก็ไอ้พวกนักการเมืองเลว ๆ ส่วนใหญ่นี่เอง ที่มันกดหัวพระเอาไว้ อย่างเช่นรัฐบาลทักษิณเป็นตัวอย่าง ที่ใครเห็นว่าดี มีความรู้ มีเงินมีทอง ไม่โกงแน่นอน แล้วเป็นยังไง ปปช ปปง. ,สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน,กรมสรรพากร ตอนนี้ทำงานจนแทบจะวิ่งเอาหัวชนกันอยู่แล้ว วุ่นวายไปหมด ยิ่งสาวเท่าไหร่ไส้ก็ยิ่งยาวออกมากเท่านั้น นี่ก็หนักโขเอาการ แต่เรื่องศาสนาซิหนักยิ่งกว่าทางเศรษฐกิจหลายเท่านัก ดูซิ เป็นรัฐบาลสองสมัย สมัยแรก
ทำงานไปได้เพียงแค่สามปีเท่านั้น แต่มีการประท้วงเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ถึง สามครั้ง สรุปว่า ทุกปีที่ทำงานจะต้องมีพระ อุบาสก อุบาสิกา ต้องเดือดร้อนปีละครั้ง อย่างหลีกเลียงไม่ได้ แล้วท่านทำอะไรบ้างล่ะอยากรู้มั๊ย ถึงอยากหรือไม่ก็จะบอก !
ปีแรก ๆที่ท่านทำงาน ก็เกิดกฎหมาย ศปศ.ขึ้นมา ซึ่งเป็นพิษภัยต่อศาสนามาก ชาวพุทธจึงไปขอร้องให้ยกเลิก และขอให้ตั้งสำนักงานพุทธฯขึ้น นี้ครั้งที่หนึ่ง
5 เดือนต่อมา ท่านเกิดฟิตอยากจะตั้งกระทรวงขึ้นใหม่เพื่อเพิ่มโคต้าสัดส่วนคนในรัฐบาลที่กำลังแย่งตำแหน่งอย่างหน้าดำหน้าแดง ในนั้นมี กระทรวงวัฒนธรรม ชาวพุทธก็ขอให้เป็นกระทรวงพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยได้ไหม แม้วไม่ยอม แม้วไม่ให้ สำนักพุทธฯก็ไม่ให้ อะไรแม้วก็ไม่ให้ ไม่ให้แล้วยังไปสนับสนุน หลวงตามหาบ๊วม..บวม กับไอ้ทองกิ้งกือเสียอีก จึงต้องมาบอกแม้วที่หน้าทำเนียบ นี่เป็นครั้งที่สอง
ต่อมาอีกประมาณ ปี เศษ ๆ พวกของแม้วก็ก่อเรื่องขึ้นมาอีกแล้ว ออกกฎหมายโกงกินที่วัด พระท่านก็อยู่ไม่ได้เต้นผางเด้งไปเด้งมาคากุฏิ ว่าทำอย่างนี้ได้ยังไงแม้ว จึงต้องมาบอกแม้วให้รู้ ว่าหน้ามืดขนาดนั้นเชียวหรือ? เอาแม้ที่วัด สนามกอล์ฟยังไม่พออีกหรือ นั่นก็ที่วัด สงสัยแม้วคงชอบวัดแน่เลย จึงทำอย่างนี้ อย่างนี้พระจะอยู่ได้อย่างไรเล่า?ก็ต้องมาบอกแม้วให้รู้ที่รัฐสภาอีกตามเคย นี่ก็เป็นครั้งที่สาม ( ไอเดีย บรรเจิด นายแน่มาก ทำได้ยังไงนี่)
พอศึกษาดูนโยบายแม้วแล้ว จึงรู้ว่า ก็คือถึงบางอ้อยังไง ว่าแม้วเค้าส่งเสริมของดี ๆทั้งนั้น อย่างเช่น สุราเถื่อนผิดกฎหมาย แม้วทำได้ ให้ถูกกฎหมาย แม้วเปิดถนนให้คนเมาจนหัวราน้ำ แม้วทำได้ หวยเถื่อนมันผิดกฎหมาย แม้วทำได้ ให้มันถูกกฎหมาย ยาบ้ามันผิดกฎหมาย แม้วทำได้ ให้มียาบ้าปลอม บ่อนการพนันมันปิดกฎหมายและศีลธรรมคนไทย แม้วทำได้ โดยจะออกกฎหมาย entertainment complex มันคือ สถานบันเทิง(ชั่ว)ครบวงจร มีบ่อน ซ่อง ยาเสพติดพร้อม แม้วทำไม่ได้...(เพราะถูกขัดขวางจากชาวพุทธเสียก่อน)
ก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าแม้วเขาทำขนาดนี้ไม่กลัวตกนรกหรือ ?
ตรงจุดนี้คงจะพอมองปัญหาสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้นมาบ้างแล้วนะว่ามันแย่อย่างไร อย่างอื่นแก้ไขไม่ได้หรอก ถ้าไม่แก้ไขตรงที่จิตใจคน จะใช้กฎหมายหรือยาก คนไทยนี้เก่งกาจนักหนาในเรื่องทุจริต พลิกแพลงดัดแปลงได้ทุกเรื่อง ฝรั่ง ญี่ปุ่น เขาเก่งตรงที่เป็นคนช่างคิดช่างสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ออกมา แต่คนไทยชอบทุจริต ดัดแปลง ชอบเลียนแบบเขา ทำได้ทุกอย่างแต่คิดเองไม่เป็น จึงต้องตกเป็นทาสเขา โดยเฉพาะทางด้านวัตถุ
ทุกวันนี้เราเป็นทาสวัตถุไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงศีลธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตเลย ตอบได้คำเดียวว่า ยากส์ มาก เพราะเราความดีไปฝากไว้กับวัตถุ เอาคนดีไปฝากไว้กับวัตถุ ทำให้คนดีในสังคมจะต้องมีวัตถุเท่านั้น สังคมไทยในปัจจุบันเรายกย่องคนมีเงินมากกว่าคนมีความดีที่จิตใจ ทำให้ตรงจุดนี้เองได้สร้างปัญหาให้แก่สังคมไทยไม่จบสิ้น ต้องนักการเมืองดี ๆ แต่คนดีส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงิน เพราะการเล่นการเมืองต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แล้วจะหานักการเมืองที่ดี ๆ จากที่ไหนเล่า มันหายากยิ่งกว่าหาขนเต่าในมหาสมุทรเสียอีก
ยิ่งบ้านนอกไม่ต้องไปพูดถึงเลย โง่งมงายบัดซบสิ้นดี เจอไอ้พวกโจรใส่สูตรปากหวานเข้านิดเดียวก็ยอมสยบแล้ว มันพูดอะไรก็เชื่อ มันบอกว่า “ผมรวยแล้ว ผมไม่โกงหรอกหรอก” แล้วมันเป็นยังไง สมบัติชาติฉิบหายไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก็เพราะไอ้คนรวยที่ไม่รู้จักพอนี่แหละ แต่พวกเราไม่เข็ด พอเลือกตั้งก็ไปเลือกมันมาอีก อย่างนี้ไม่รู้เลยว่าประชาชน หรือนักการเมืองกันแน่ที่เลวกว่ากัน หรือพอ ๆ กัน ก็ไม่รู้

การปรับตัวของพระสงฆ์ในช่วงสังคมวิกฤติ
จากสถานการณ์ที่บีบคั้นพระสงฆ์องค์เจ้าอยู่ทุกวี่วัน สถานภาพพระในปัจจุบันนี้ตกต่ำลงสุดขีด (ไอ้สื่อจัญไรนอกศาสนาก็หาเรื่องโจมตีทุกวัน นักบวชศาสนาอื่นมันเลวมันชั่วยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีกแต่ไม่เป็นข่าว เพราะอะไร?) สิ่งที่ทำให้พระต้องต่ำลงขนาดนี้ไม่ใช่สิ่งใดมาจากไหนหรอกนอกจาก คนไทย และสังคมไทยเราได้เปิดโอกาสให้บุคคลบางกลุ่มบางพวกเข้ามาย่ำยีพระเจ้าพระสงฆ์ได้อย่างง่ายดาย ทำให้พระเราต้องปรับตัวเพื่อแก้ไขสถานภาพให้ดีขึ้น จากสภาพสังคมอันเลวร้ายทำให้พระจำเป็นต้องปรับตัว ถ้ามิเช่นนั้นพระอาจอยู่ไม่รอด พระพุทธศาสนาก็จะอยู่ไม่ได้
สถานบันสงฆ์ถือว่าเป็นสถาบันอันสูงส่งมาตั้งแต่ในครั้งอดีต พระมีบทบาทมาก ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจประชาชนทั้งชาติ เรื่องราวหรือกิจการสำคัญใด ๆ พระจะต้องรับรู้และเป็นผู้ตัดสินหรือช่วยเหลือเป็นส่วนใหญ่ ทำให้สถานบันสงฆ์จึงเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสประชาชนเป็นอย่างยิ่ง สถาบันสงฆ์จึงเป็นสถานบันที่มีอำนาจกำลังสามารถทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปได้ในรูปแบบต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสถานบันสงฆ์จึงเป็นแกนหลักที่ใครจะมองข้ามไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นสมัยอาณาจักรล้านนาที่ก่อนจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยได้ตกเป็นเมืองขึ้นพม่าถึง ๔๐๐ กว่าปี และเพระเหตุใดที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่ายาวนานขนาดนั้น คำตอบก็คือ ในช่วงนั้นพม่าได้มีข้อวัตรปฏิบัติดังนี้คือ ไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์องค์ใดก็ตาม ที่กำลังประทับอยู่วอหรือยานใด ๆ ก็ตาม ถ้าเกิดสวนทางกับพระสงฆ์ จะต้องลงมาจากแคร่หรือวอนั้นและก้มลงไปกราบที่เท้าพระเจ้าพระสงฆ์รูปนั้นทันที นี่เองที่ทำให้สังคมในยุคนั้นไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้จากพระ เมื่อพระเจ้าพระสงฆ์ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ชาวบ้าน ข้าราชการก็ไม่มีการปฏิวัติตอบโต้ด้วยเช่นเดียวกัน
หรือในกรณีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เสด็จออกศึกต่อสู้กับพม่า และช้างเกิดตกมัน อาละวาดวิ่งหลุดออกจากกองทัพไทยไปอยู่ในล้อมของกองทัพพม่า แต่ในที่สุดทรงก็ชนะศึกด้วยการทำยุทธหัตถี กับสมเด็จพระมหาอุปราชา เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาทรงพิโรธกริ้วเป็นอย่างมาก รับสั่งให้ประหารชีวิตแม่ทัพนายกองที่ตามเสด็จที่ไม่สามารถห้ามช้างศึกที่กำลังตกมันได้จนพระองค์ต้องอยู่ในวงล้อมของกองทัพพม่า เดือดร้อนถึงพระเจ้าพระสงฆ์ที่ต้องออกมาเทศน์ให้สมเด็จพระนเรศวรทรงบรรเทาพระพิโรธในที่สุดเหตุการณ์ก็จบไปได้ด้วยดีไม่มีการประหาร เพราะว่าถ้าประหารไปแล้วเมืองไทยในยุคนั้นต้องเดือดร้อนเป็นอย่าแน่นอนเพราะต้องเสียบุคคลากรที่มีความสามารถไปเป็นจำนวนมาก นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันสงฆ์ว่ามีความสำคัญมากเพียงไรต่อสังคมไทยในอดีต
ลองมองมาดูในสังคมไทยในยุคปัจจุบันนี้ซิ พระถูกลดบทบาทแทบทุกด้าน แถมยังโดนย่ำยีอีกถึงบันไดกุฏิอีก อย่างพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเราเราเรียกว่าพระ ศาสนาคริสตร์เรียกว่า บาทหลวง แต่ศาสนาคริสต์เอาคำชื่อตำแหน่งประมุขสูงสุดของศาสนาคริสตร์ในไทยที่เรียกว่า คาดินัล โดยมาบัญญัติเป็นชื่อไทยว่า อัครสังฆราช ดูซิ ประมุขสูงสุดของพระสงฆ์ศาสนาพุทธเรา มีเพียงแค่พระสังฆราชเท่านั้นเอง ศาสนาคริสตร์เอาคำของเราไปใช้และยังตั้งชื่อให้มีตำแหน่งใหญ่กว่า สังฆราชในพุทธศาสนาเสียอีก( โอ อัครสังฆราช ไอ้บ้า ) ไม่เห็นมีใครออกมาแก้ไขเรื่องนี้เลย คนไทยอยู่อย่างสบายจริง ๆ วางอุเบกขาเฉยเหมือนคนตาบอดเป็นทองไม่รู้ร้อน ศาสนาคริสตร์เอาหลักธรรมทางพุทธศาสนาไปบิดเบือนดัดแปลงเป็นคำสอนของศาสนาตนอย่างสนุกสนาน และบรรจุเอาไว้ในคัมไบเบิลมากมาย อย่างเช่น อริยสัจ ๔ ก็มี อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็มี ปฏิจสมุปบาทก็มี มีหมด กฐิน ผ้าป่า ก็มี ดูซิเป็นของศาสนาพุทธทั้งนั้น มันก๊อปปีคัดลอกเอาไปหมดอย่างหน้าด้าน ๆ แล้วพวกเราล่ะ !ก็ไม่เห็นจะทำอะไร ยืนดูตาปริบ ๆ แถมยังไปสนับสนุนพวกของเขาเสียอีก พอมาถึงยุคนี้จะให้พระมาแก้ไขปัญหาสังคม จะแก้อย่างไร แก้ยากมาก ของดี ๆไม่เอามาให้พระแก้ เอาแต่ของบูดเน่า ของเสียทั้งนั้น เอามาให้พระ ทุกวันนี้ลองไปดูที่วัดซิ มีแต่คนบ้า สติไม่ดี คนพิการ รวมทั้งหมู หมา กา ไก่ ที่ หมดสภาพ เป็นขี้เรื้อนบ้าง พิการบ้าง ไปอยู่ที่วัด วัดจึงกลายเป็นขยะหรือสิ่งที่รองรับของโสโครกจากสังคม น่าสงส๊า..ร น่าสงสารวัด ในปัจจุบันนี้เหลือเกินสกปรกรกรุงรังเหลือ....เกิน
เราจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ พระหลายรูปต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมทุกวันนี้ พระต้องมีความรู้ มีการศึกษา เพื่อมาพัฒนาตนเองสังคม แต่ดูเหมือนญาติโยม ยังมองพระเป็นสังคมขยะอยู่ คอยรองรับเฉพาะแต่ของเสียของเหลือเดนเท่านั้น การที่พระออกมาศึกษา มีความรู้จนจบระดับ ดอกเตอร์มาก็มีอยู่หลายรูป เพราะเนื่องจากสังคมไทยพยายามปิดกั้นพระเอาไว้ในคอก เอ๊ย ในวัด จนทำให้พระโง่ ไม่รู้อะไร พระจึงต้องออกมาปฏิวัติทางด้านการศึกษาและความคิดของผู้คนในสังคม ดูการศึกษาพระในสังคมไทยปัจจุบัน ซิ น่าเกลี๊ยด น่าเกลียด จริง ๆ ถ้าเปรียบเสมือนของใช้สักชิ้น คงเปรียบได้กับของที่หมดอายุ ของที่ใช้งานไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมใด ที่เพียงแค่กล่องหรือหีบบรรจุผลิตภัณฑ์เท่านั้น ที่บ่งบอกถึงตัวสินค้าผลิตภัณฑ์นั้นว่ามีอยู่จริง แต่เนื้อในไม่ต้องพูดถึงมันเน่าเรียบร้อยแล้ว ก็เปรียบเสมือนกับพระในขณะนี้ ที่เอายังเหลือแค่กล่องหรือหีบห่อ ที่ยังบ่งบอกว่าเป็นพุทธฯอยู่นั่นก็คือ ประเพณีวัฒนธรรม ส่วนเนื้อในเละเทะ มาก ดูซิการศึกษา นักธรรมบาลี โบร๊าณ โบราณ,โบ...ราณ มาก ไม่ทันยุคทันสมัยกับเขาเสียเลย ยุคนี้เขาไปถึงไหนแล้ว ยังมัวงมโข่งหลับตาเรียนอยู่ในวัดอีก หูตาก็เลยแคบ ความคิดก็แคบ แล้วอย่างนี้ จะไปช่วยเหลือสังคมอย่างไร แค่ออกไปนอกวัด ก็เยี่ยวราด ขี้แตกเสียแล้ว เพราะว่าทำอะไรไม่ได้เลย อะไร ๆ ก็ไม่รู้ หนูทำไม่ได้ มีอยู่สมัยหนึ่งที่นักปราชญ์ได้เสนอความคิดเห็นว่า พระที่ควรบาลีควรจะต้องเรียนภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วยเพื่อที่พระจะได้มีความรู้นำไปใช้ได้ในสังคมปัจจุบัน เพราะภาษาอังกฤษคือเป็นภาษาที่สำคัญ เป็นภาษากลางของโลก เพราะถ้าพระมีความรู้ภาษาอังกฤษแล้ว ก็สามารถเผยแผ่ธรรมมะของพระพุทธเจ้าไปได้ทั่วโลก อันเป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนาในระยะยาว แต่ความคิดดี ๆเช่นดูเหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับจากสังคมพระสักเท่าไหร่ ในที่สุดก็ต้องถูกโยนทิ้งถังขยะลงไป ก็ไม่ใช่ใครหรอกที่ทำ ก็พี่ ไอ้บ. นามสกุล ส้นตีน เจ้าเก่ายังไงล่ะ ที่ไปบอกพระผู้ใหญ่ว่า อย่าให้พระเรียนภาษาอังกฤษ เพราะเดี๋ยวพระจะสึกหมด พระผู้ใหญ่ก็เชื่อ ๆคนง่ายเหลือเกิน จนพระส่วนใหญ่ในประเทศของ โง่มาจนกระทั่งบัดนี้ เจ้าคุณประยุทธ ได้ทำการวิจัยออกมาครั้งหนึ่ง และสรุปได้ว่า พระที่เรียนทางโลก อยู่มากกว่าสึก นั่นหมายความว่า ในความเป็นจริงแล้ว พระที่เรียนมิใช่ที่จะมาเรียนเพื่อสึกกันหมด ขัดกับทางความคิดของไอ้ บ. นามสกุล ส้นตีน ยิ่งนัก ถ้าศึกษาประวัติมันดูให้ดีซิ เราจะพบคำตอบว่า ไอ้บ. นามสกุล ส้นตีน มันถือศาสนาไหน คำตอบก็คือ ศาสนาคริสตร์ยังไง แล้วมันจะรู้ดีเป็นห่วงเป็นใยต่อพระพุทธศาสนาจริงหรือ? คำตอบก็คือไม่ใช่ มันจ้องมาทำลายพระพุทธศาสนามากกว่าและทุกรูปแบบอีกด้วย นี่แหละภัยพระพุทธศาสนาของจริงรู้เอาไว้ด้วย แต่คนไทยทุกวันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ชอบชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้านเสียจริงๆ
นี่ถ้าไม่ได้ รัฐกาลที่ ๕ ที่ทรงพระเมตตา ก่อตั้งวิทยาลัยสงฆ์ มหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งเป็นวิทยาสงฆ์แห่งแรก และเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยแล้ว ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นชื่อพระนามของพระองค์ตอนที่ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ นั่นคือ สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทำให้สถานการศึกษาสงฆ์พัฒนาเติบโตมาเท่าทุกวันนี้ และพระที่มหาจุฬานี้เองที่มีบทบาทสำคัญในวงการคณะสงฆ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทำงานทางด้านศาสนาระดับโลก ก็พระจากมหาจุฬาฯนี้แหละที่ออกไปทำงาน พระธรรมโกศาจารย์ อธิบดีของมหาจุฬาฯ ท่านเป็นบุคคลทีสำคัญมากทีเดียว ที่ทำให้มหาจุฬาขับเคลื่อนไปได้อย่างสวยสดงดงาม ใครอย่ามาเทียบเลย ดูซิ ท่านเป็นทั้งศาสดาจารย์ และมีความรู้ระดับดอกเตอร์อีกด้วย จึงทำให้มหาวิทยาลัยสงฆ์มีบทบาทโดดเด่นในปัจจุบันนี้
ทุกวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นสังคมไทยมากมาย ส่วนใหญ่มันไม่ได้กระทบเฉพาะแค่คนไทยที่เป็นชาวบ้านแต่มันกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมไทย และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ พระพุทธศาสนา ก็มีพระออกมาปกป้อง อย่างเช่น ท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระราชปัญญาเมธี พระอาจารย์ มหา ดร.ต่วน สิริธมฺโม พระอาจารย์ มหา ดร.โชว์ ทสฺสนีโย ทางฆราวาส ก็มี อาจารย์ ดร.สนิท ศรีสำแดงเป็นต้น อันนี้ก็มาจากมหาจุฬาเช่นเคย
พระมีความรู้มีความสามารถเท่านั้น ที่สามารถช่วยสังคม แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นก็พระนี่แหละที่เป็นห่วงเป็นใยสังคม ดูเหมือนคนไทยทุกวันนี้ ไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าที่ควร เวลามีภัยอะไร ๆ เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรับรู้ปิดหูปิดตาตัวเอง กลายเป็นไอ้พวกมืดบอด โง่เง่าเต่าตุน สมองหมาปัญญาควายไปหมด ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นนอกจากเรื่องปากท้องของตัวเอง แม้กระทั่งพระหลาย ๆ รูป เองก็ตามไม่รับรู้จะนิพพานท่าเดียว ถ้านิพพานแบบการปฏิบัติตนเองเพื่อให้หลุดพ้นจากกองกิเลสทุกข์ก็น่าอนุโมทนาสรรเสริญ แต่นิพพานในปัจจุบันนี้ ก็คือดับ สิ้น แต่ไม่ใช่กิเลส มันเป็นการดับทางด้านสติปัญญา การรับรู้ สรุปว่ามืดบอดทุกด้าน ๆ ไม่สนใจอะไรนอกจากกิจนิมนต์และเงินทองเท่านั้น อย่างนี้ก็แย่ (อย่างนี้เขาเรียกว่า โง่บัดซบ)
ต้องขอกล่าวว่า พระที่มาเรียนมีการศึกษาในปัจจุบันถือว่าเป็นส่วนน้อยมากถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนพระทั้งหมดในปัจจุบัน เพราะพระส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้พระมีความรู้ กลัวจะมาเหนือตน อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าคิดอุบาท ๆ อย่างนี้เยอะ ๆ ศาสนาพุทธฉิบหายอย่างแน่นอน และไอ้พวกพระโง่ ๆ ที่นั่งกินนอนกินอยู่ในวัด คอยเอาแต่ประกอบพิธีกรรมตบตาคนปัญญาอ่อน อยู่นั้นมักชอบพูดว่า เรียนมหาจุฬานั้นคือการเรียนทางโลก เรียนแล้วได้ปริญญา ไม่เหมือนเรียนบาลี เป็นการเรียนทางธรรม ลองแหกตาดูบ้าง
มหาจุฬาไม่ใช่การเรียนทางโลก
แต่เป็นการเรียนทางธรรมโดยตรง ลองไปดูหลักสูตรบ้างซิว่าเขาเรียนกันอย่างไรบ้าง มีทั้งการเรียน พระไตรปิฎก พระสุตันตปิฎก พระอภิธรรม ควบคู่กับทางโลกเพี่อนำไปประยุกต์ใช้แก้ไขและพัฒนาชีวิตตนและสังคมให้ดีขึ้น และลองไปดูการศึกษาสงฆ์ในปัจจุบันซิว่าเรียนอะไรกัน เราเรียนนักธรรม ตรี โท เอก หลักสูตรนักธรรมนั่นสุด ๆจริง ตำราที่เรียนนักธรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นธรรมวินัย หนังสือส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการตัดเอาหลักธรรมมาเรียงไว้เป็นข้อ ๆ เท่านั้น ไม่มีที่มาที่ไปที่มา หรือที่อ้างอิง เช่นมาจากพระไตรปิฏกเล่มที่ .. ทีฆนิกาย หรือ ขุทกนิกายเป็นต้น เพื่อจะให้พระได้ไปค้นคว้าต่อ พระที่เรียน ก็เรียนแบบท่องเป็นข้อ ๆ ไปสอบ พอสอบก็ลืม ไม่รู้เลยว่าที่เรียนนั้นมาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา หรืออนุฎีกา กันแน่ และจะสามารถตรวจสอบความถูกผิดของตำรานี้ได้อย่างไร? เราก็เรียนกันไป ๆอย่างนั้น อย่างซังกะตายไม่มีน้ำยาจืดชืด บาลีก็เช่นกันเรียนเพื่อที่จะแปลภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทยให้ได้ บทบาลีก็ตัดเอามาจากพระไตรปิฎกแค่ไม่กี่ตอน นั่นคือการเรียนบาลีส่วนใหญ่จะเน้นกฎไวยกรณ์มาเกินไป แต่ไม่เน้นสาระธรรม อย่างนี้จะใช้ได้ที่ไหน ถ้ามีศาสนาอื่นมาสนทนาด้วย หรือโต้วาทีกัน พระไทยสงสัยต้องตกกระป๋องอย่างแน่นอน นี่ถ้าไม่ได้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ สร้างหลักสูตรมาให้พระเรียนแล้วคงแย่ พระไทยก็คงจะไม่รู้ว่าจะไปอยู่จุดไหนของสังคม
เพราะฉะนั้น สังคมไทยของเราทุกวันนี้ จำเป็นต้องตื่นมารับรู้ว่าสังคมมันเป็นอย่างไร ก่อนที่จะไม่เหลืออะไรไว้ให้แก้ไข
วิธีการป้องกันภัยที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาและสังคมไทย
ในสถานการณ์ที่วิกฤติขณะนี้คนไทยที่เป็นชาวพุทธต้องมีปัญญารับรู้ให้มากว่าเกิดอะไรขึ้น และควรแก้ไขปัญหาสังคมนั้นอย่างไร ซึ่งจะพอสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้คือ
๑.ควรหันมาใส่ใจพระพุทธศาสนาด้วยการเรียนรู้ธรรมะที่ถูกต้องและแท้จริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ให้มากกว่านี้ อย่าฝากความหวังเอาไว้ให้พระเพียงฝ่ายเดียว ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาต้องมีส่วนช่วยเหลือศาสนาด้วย ไม่ใช่หลับหูหลับตาไม่ใส่ใจอะไร
๒. ควรส่งเสริมให้พระมีการศึกษาและสนับสนุนพระเหล่านี้ให้มากกว่าที่จะไปสนับสนุนพระที่นั่งกินนอนกินไม่ได้ทำอะไร โดยเฉพาะพวกพระที่อยู่เฉพาะภายในวัด พระมีหน้าที่ศึกษาเรียนรู้ ประพฤติปฏิบัติธรรม สั่งสอนประชาชน พระไม่มีหน้าที่ ก่อสร้าง ไม่มีหน้าที่สวดศพเผาผี !
๓.ควรปรับค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องสังคมพระเสียใหม่ว่า สังคมพระนั้น ต้องการคนดี เข้ามาเพื่อพัฒนาสังคมไทย อย่าเอาคนเลว ๆ คนเหลือเดน คนอัปปรีย์จัญไรเข้ามาในสังคมเดี๋ยวจะมัวหมอง
๔.ให้เลิกเชื่อความคิดอันงมงายอันเป็นเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา เช่นเรื่องไสยศาสตร์ หมอดู สะเดาะเคราะห์ต่อชะตา มันงมงายทั้งสิ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นมาเลย จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความขยั่นหมั่นเพียรของตัวเอง ดังพุทธภาษิตที่ว่า “ทุกข์ย่อมล่วงได้เพราะความเพียร”
๕.เปิดโอกาสให้พระได้ทำงาน โดยเฉพาะการอบรมสั่งสอนทางด้านศีลธรรมให้มากยิ่งขึ้นกว่านี้ ทุกวันนี้เห็นได้ชัดว่าสังคมไทยพยายามปิดกั้นไม่ให้พระทำงาน โดยเฉพาะโรงเรียน เห็นได้ชัดเจนที่สุด คนไม่ค่อยเข้าวัด เข้าแต่ครั้งก็ไปแค่ทำบุญบ้าง งานศพบ้าง หรืองานวัดบ้าง แต่ไม่ค่อยเข้าไปฟังธรรม อย่างนี้พระก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของพระที่ถูกที่ควรสังคมจึงมีปัญหา
สุดท้ายนี้ ขอฝากชาวพุทธเอาไว้ว่า พระพุทธศาสนาอยู่ในกำมือของพวกท่าน ถ้าไม่ช่วยกันแก้ไข ต่อไปเราจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย แม้ศาสนาพุทธ หรือจนกระทั่งคนไทย เพราะเรามัวหลงใหลอยู่ภายใต้อำนาจแห่งวัตถุ เราจึงจับพระเจ้าท่านยัดเอาไว้ในวัด การกระทำลักษณะนี้เสมือนจะให้ท่านเป็นซากศพที่ไร้วิญญาณมีสภาพแข็งทื่อไม่รับรู้อะไร แล้วพวกเราก็ยกมือกราบไหว้ในสิ่งเหล่านั้น อย่างนี้ไม่ประโยชน์อะไรเลยต่อพระพุทธศาสนา พระสงฆ์เป็นสิ่งมีชีวิตเปรียบเสมือนต้นไม้ต่างหาก ที่จะต้องเติบโตและให้ร่มเงาสร้างความร่มเย็น สร้างสันติภาพแก่สังคมโลกใบนี้ตลอดไป โลกนี้จะวุ่นวาย ถ้าไร้พระพุทธศาสนา....




บ้านเมืองจะเรืองรุ่ง ต้องผดุง...ศาสนา

ศีลธรรมนั้นนำพา ปวงประชาสุขเจริญ

ถิ่นใดไม่เสริมศาสน์ ศีลพินาศธรรมห่างเหิน

ถิ่นนั้นย่อมยับเยิน ความเจริญ บ่ ห่อนมี





วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2551

ธัมมาธิปไตยในยุคโลกาภิวัฒน์

ธัมมาธิปไตยในยุคโลกาภิวัฒน์
โดย พระธัญณัฏฐ์ชัย ชยฺยธมฺโม
ท่ามกลางความสับสน วุ่นวายต่อสภาวะอันยุ่งเหยิงของสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ปมปริศนา ความเคลือบแคลงที่น่าสงสัยบางประการได้สร้างความฉงน งุนงง ให้แก่บุคคลทั่ว ๆ ไป จำเป็นต้องนำกลับไปครุ่นคิดอยู่มิใช่น้อย คำถามที่ว่า การเมืองที่ดี การปกครองที่ดี และดีอย่างที่แท้จริงนั้น มันมีอยู่จริงหรือไม่? เป็นอย่างไร? และอยู่ที่ตรงไหน?
ความพยายามที่จะปรับปรุง ปฏิรูป รูปแบบทางด้านการเมืองภายในของสังคมไทย ในยุคของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นหลาย ๆ ครั้ง ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะมิได้ส่งเสริมหรือสร้างฐานความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยแทบสักครั้ง ประชาธิปไตยที่เราได้ยินได้ฟังมานั้น มันจึงเป็นเพียงเฉพาะแค่คำกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ หรือเป็นแค่เพียงรูปแบบการปกครองที่กรวงโบ๋ภายใน ปราศจากขาดไร้ซึ่งเนื้อหาสาระแก่นสารอันแท้จริง คำว่าประชาธิปไตยจึงกลายเป็นแค่ข้ออ้างของบุคคลบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น เพื่อที่หยิบยกขึ้นมาแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนและพวกพ้อง ในความเป็นจริงแล้วความเป็นประชาธิปไตยที่แท้นั้นอยู่ตรงจุดไหน? กันแน่! ปัญหาตรงจุดนี้คงจะเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถที่จะถกเถียงหรือหาเหตุผลหรือหาคำตอบที่ลงตัวกันได้ ก็เพราะปัจจุบันนี้ พวกเราทั้งหลายต่างก็ยังหลงจมปัก ยึดติดอยู่กับเพียงรูปแบบการปกครอง ที่ดูคล้ายราวกับว่ามันจะมีความทันสมัยทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ แต่แท้ที่จริง เนื้อหรือสาระภายในความเป็นประชาธิปไตยนั้น เรามักจะไม่ค่อยพูดถึงกันสักเท่าไหร่? ว่าเราควรจะพัฒนาการปกครองประชาธิปไตยในลักษณะใด? แบบไหน? ที่จะทำให้คนไทย สังคมไทยมีความ...สุขมากที่สุด! ตรงจุดนี้เราควรน่าจะพูดถึงกัน แต่ก็กลับถูกละเลยเพิกเฉยไปเสีย ความพยายามที่จะเดินทางแนวคิดทางตะวันตกอย่างไร้ขอบเขตและขาดไร้จุดมุ่งหมายของคนไทยในอดีตนั้น ได้กระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองลงไป โดยปราศจาก ความคิดใคร่ครวญ คำนึง คิดถึงเหตุและผล ความเหมาะ ความควรที่เพียงพอเสียก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ผลกระทบต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งบางอย่างก็มิสามารถที่จะแก้ไขได้เลย เพราะปัญหาบางอย่างก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยที่ฝังรากลึกของคนไทยส่วนใหญ่ไปเสียอีกแล้ว โดยเฉพาะแนวความคิดเกี่ยวกับ Materialism เราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจและทราบถึงสาเหตุ การเปลี่ยนแปลงทางด้านแนวคิดด้านการปกครองของทางตะวันตกให้มากยิ่งขึ้น เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงนั้น ล้วนมีสาเหตุมาจากความบีบคั้นกดดันทางภายในที่จำเป็นแทบทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น แนวความคิดทางการเมืองตั้งแต่สมัยคลาสสิค ที่เน้นเรื่องการเมืองต้องคู่คุณธรรม เพราะสาเหตุของคนในยุคนั้นมิได้มีการดิ้นรนแข่งขันเอารัดเอาเปรียบกันมากนัก) จนมาสู่แนวคิดปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบแข่งขันกันสูง ซึ่งบิดาปรัชญาทางการเมืองนี้ได้แก่ แมคคียอาร์ เวลลีย์ ใน The prince เขามีแนวคิดทางการเมืองว่า “ผู้ปกครอง ไม่ควรจะเลี่ยงจากการกระทำดีหากเป็นไปได้ แต่เขาก็จะต้องรู้วิธีทำความชั่วร้ายถ้าจำเป็น ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดของตนเขาเขียนว่า ถ้าทุกคนเป็นคนดี คำสอนนี้ก็จะใช้ไม่ได้แต่นี่เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สกปรกที่ไม่รู้จักคำพูดของตนท่าน (ผู้ปกครอง) ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดของท่านต่อพวกเขา ถ้าผู้ปกครองเป็นคนดีมีเมตตาเขาก็จะถูกทำลาย” [1]
จะเห็นได้ว่าแนวคิดทางปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ทางตะวันตกนั้นไม่แตกต่างไปจากแนวคิดของผู้ปกครองในสังคมทั่วไปในยุคปัจจุบันสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะสังคมไทย ที่ผู้ปกครองพยายามแสวงผลประโยชน์ให้แก่ตนและพรรคพวก ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อแนวคิดความทางด้านศีลธรรมทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทางด้านพระพุทธศาสนาถูกละเลยเพิกเฉยขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควรจะเป็น
ในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ฟองสบู่แตก มีคนไทยมิใช่น้อยที่ต้องตกอยู่ในสภาวะแห่งการล้มละลาย และได้มีหลายฝ่ายได้ออกมาเรียกร้องให้มีระบบการบริหารแบบใหม่ที่เรียกว่า Good governance หรือ ธรรมภิบาลนั่นเอง...
ถ้าเราลองมองย้อนกลับมาดูที่คำสอนที่มาในทางพระพุทธศาสนา แล้วเราจะพบเกี่ยวกับแนวความคิดเรื่องธัมมาภิบาลซึ่งมีมายาวนานมากกว่า 2500 ปีแล้ว ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธัมมาธิปไตย” แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องธัมมาธิปไตยนี้ ถ้าว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ก็คงน่าที่จะหมายถึง แนวทางที่ยึดเอา หลักการ เหตุผล และความถูกต้อง ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐาน ของศีลธรรม คุณธรรม ความดีต่าง ๆ มาเป็นบรรทัดฐานในการปกครองและบริหารปกครอง ตั้งแต่ระดับประเทศลงมาจนถึงชุมชนระดับล่าง
ถ้าเรามองวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวทางในการบริหารจัดการในปัจจุบันเราจะพบว่า เป็นแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้อยู่ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “โลกาธิปไตย” ซึ่งหมายถึงการยึดเอาแนวความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่มาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งกรณีลักษณะนี้ อาจจะมีทั้งถูกและผิด หรืออาจจะหาความแน่นอนที่จะเป็นบรรทัดฐานที่แท้จริง ๆ มิได้ ยกตัวอย่างเช่น การยึดถือเพียงเฉพาะกฎหมายบ้านเมืองเป็นหลักเพียงอย่างเดียวในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปนั้น เราจะเห็นได้ว่า ความคิดของผู้คนก็มักจะไปมัวพะวงอยู่กับว่าการที่ว่า จะทำอย่างไร? ก็ได้ที่จะไม่ผิดกฎหมาย โดยที่มิได้คำนึงถึงเลยว่า จะทำอย่างไรที่ไม่ผิดศีลธรรม คดีฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลจึงมีให้เราเห็นอยู่ทุกวัน ซึ่งถือว่าฝ่ายใดก็ตามที่สามารถมีพยานหลักฐานทำสามารถทำให้ศาลเชื่อได้ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงมีข้อสังเกตได้อีกประการหนึ่งคือว่า มนุษย์ได้สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นเพื่อใช้สร้างระเบียบให้สังคมแล้ว แต่ทำไม? มนุษย์กลับต้องมาวุ่นวายอยู่กับกฎเกณฑ์เหล่านี้ที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งในอดีตด้วยเล่า! เพราะฉะนั้นการปกครองในแนวโลกาธิปไตยหรือที่เรียกว่าประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงไม่แตกต่างอะไรกับ การปกครอง ที่เปรียบประดุจสภาพที่มีแต่เพียงร่างกายแต่ขาดไร้ซึ่งจิตใจนั่นเอง!
ซึ่งยังมีการปกครองอีกลักษณะหนึ่งนั่นก็คือ การปกครองให้อำนาจผู้นำเพียงคนเดียวเป็นใหญ่มีอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งเรียกว่า อัตตาธิปไตย นั้น ซึ่งการปกครองลักษณะนี้ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าหากผู้นำเป็นคนดีมีศีลธรรมบ้านเมืองก็สงบร่มเย็น แต่เมื่อใดถ้าผู้นำเป็นคนไม่มีคุณธรรมบ้านเมืองก็ต้องเดือดร้อน อย่างเช่นกรณีทีเกิดสงครามระหว่างสหรัฐกับอิรักนั้น ซึ่งเกิดมาจากการตัดสินใจเฉพาะของผู้นำทั้งสองฝ่ายนั่นเอง สงครามความเดือดร้อนต่าง ๆ จึงอุบัติขึ้น
ถ้าเรามองดูแนวทางของหลักการของธัมมาธิปไตยแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเป็นหลักการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมมนุษย์ทุก ๆ สังคม เพราะหลักการธัมมาธิปไตยนั้น ยึดถือเอาแนวทางสายกลางเป็นหลัก คือไม่สุดโต่งหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ธัมมาธิปไตยจึงยึดถือเอา ความถูกต้อง เหมาะสม อันมีเหตุผล ถูกต้องสมควรตามกาลเทศะมาใช้ปกครองมนุษย์นั่นเอง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้วางหลักการธัมมาธิปไตย ที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองเอาไว้แก่เจ้าลิจฉวีซึ่งได้ ปกครองแบบสามัคคีธรรมหรือสมาพันธรัฐ ถือว่ามีการปกครองที่ถือค่อนข้างที่จะเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในยุคนั้น หลักธรรมการปกครองซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้มีชื่อว่า “อปริหานิยธรรม” แปลว่า ข้อปฏิบัติไม่เป็นที่ตั้งของความเสื่อม หรือข้อที่ประพฤติปฏิบัติแล้วจะไม่นำไปสู่ความเสื่อมเรียกอย่างง่ายว่า ปฏิบัติแล้วจะสามารถรักษาความเจริญรุ่งเรืองเอาได้นั่นเอง: ซึ่งมีทั้งหมด 7 ประการ ดังนี้คือ
1.มีการประชุมกันเสมอ และพร้อมเพรียง
2.การประชุมเป็นไปโดยสามัคคี เข้าประชุมพร้อมกัน เลิกประชุมพร้อมกัน ปฏิบัติกรณียะที่ควรทำโดยพร้อมกัน
3.ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ควรบัญญัติ ไม่ทำลายข้อบัญญัติที่เหมาะสม ยึดถือปฏิบัติตามบัญญัติที่รับรองอยู่แล้ว
4.สักการะ เคารพ นับถือ บุชา ผู้เก่าแก่ของบ้านเมือง และเชื่อฟังปฏิบัติตาม
5.ไม่ทำการข่มขืนน้ำใจกุลสตรีโดยพลการ เชิดชูเกียรติศักดิ์ศรีของกุลสตรีให้สูงเด่น
6.สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ปูชานียสถานทั้งภายในและภายนอกเมือง ไม่ทำลายการบริจารบำรุงที่เป็นมาโดยธรรมแต่โบราณ
7.ถวายการคุ้มครองป้องกันด้วยดีในพระอรหันต์ของชาวเมือง พร้อมด้วยใจปรารถนาว่า ท่านที่ยังไม่ได้มา ขอได้โปรดมาเมืองข้าพเจ้าเถิด ส่วนท่านที่มาแล้วของให้ท่านอยู่เป็นผาสุกในเมืองนี้เถิด[2]
จะเห็นได้ว่า แนวทางการปกครองที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้นั้นซึ่งสามารถพอที่จะสรุปเป็นแนวทางและใจความได้ ดังนี้คือ
อปริหานิยธรรมข้อที่1 และข้อที่2 นั้น พระพุทธเจ้าทรงเน้นเรื่อง
*1.หลักความสามัคคี คือมีความคิดเห็น การแสดงออกเป็นไปแนวทางเดียวกัน มีความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีเป็นพี่น้องกัน
*2.หลักความเสมอภาค คือไม่เลือกปฏิบัติคือต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบของสังคมที่วางไว้
อปริหานิยธรรมข้อที่3 นั้นพระพุทธองค์ทรงเน้นเรื่อง
*3.หลักความเหมาะสม ซึ่งหมายถึง การเอารับสิ่งที่ไม่ควรไม่เหมาะสมกับสังคมไทย มาใช้และบัญญัติไว้ อย่างเช่น ปัจจุบันเราได้รับเอาแนวคิดวัฒนธรรมตะวันตกมาเป็นข้ออ้างและนำมาบัญญัติเอาไว้เป็นกฎหมาย เพื่อใช้ในการปกครองบริหารประเทศ จะเห็นได้ว่าทุก ๆ วันนี้ คนไทยคิดอย่างไรก็ไม่ค่อยที่จะแตกต่างจากฝรั่งมากนักเพราะอิทธิพลตะวันตกได้แพร่ระบาดเข้ามาดุจเชื้อโรค ทำให้คนไทยจึงต้องตกเป็นทาสวัฒนธรรมตะวันตกโดยปริยายไม่ว่า จะเป็นเรื่อง วัตถุนิยม เห็นเงินเป็นพระเจ้า บริโภคนิยม เสรีนิยม ทุนนิยม ต่างเหล่านี้เป็นต้น[3]
เมื่อเรามาวิเคราะห์ตระหนัก คำนึงถึงเหตุและผลอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราจะพบเห็นว่า ผู้คนในสังคมไทยในปัจจุบัน กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างดูเหมือนจะสับสนกับความคิดและการกระทำของตนเอง จมปักอยู่กับสภาพที่ถูกครอบงำทางความคิดจากอิทธิพลวัฒนธรรมทางตะวันตก สังคมไทยดูเสมือนจะต้องการความสงบสุขร่มเย็นให้เกิดขึ้นในสังคม แต่กลับไม่สร้างสรรค์ความสงบสุขให้เกิดขึ้น ต้องการศีลธรรม ต้องการความความยุติธรรม ความถูกต้อง แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเรากลับไม่สร้างอะไรเลยที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้ไปถึงผลเหล่านั้น
ดร.บีอาร์ เอ็มเบดการ์ “ได้กล่าวว่า พระพุทธศาสนา เป็นขบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยทางศาสนา หลักการประชาธิปไตยสังคม ประชาธิปไตยทางการเมือง”[4] ซึ่งคำว่า ประชาธิปไตยของดร.เอ็มเบดการ์นั้นหมายถึง หลักการธัมมาธิปไตยในทางพระพุทธศาสนานั่นเอง คือประกอบด้วยหลัก เสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญและคงอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนาอันเป็นแนวทางแห่งสันติ
สรุปได้ก็คือ แนวทางหลักการธัมมาธิปไตยที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นหลักการและแนวทางที่มีความสอดคล้องหลักการบริหารสมัยใหม่ เช่นเดียวกับหลักการของ ธรรมมาภิบาล แต่ต่างกันตรงที่หลักการธัมมาธิปไตยนั้นเป็นหลักการที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และเหมาะสม สอดคล้องกว่าหลักการธรรมาภิบาลที่ยังเป็นแค่กรอบความคิดกว้าง ๆ อยู่ ซึ่งถ้าเปรียบหลักการธัมมาธิปไตยลงไปแล้วก็คงจะเปรียบได้กับหลักการที่ประกอบไปด้วย ความถูกต้อง ความมีเหตุมีผล และมีศีลธรรม คุณงามความดีต่าง ๆ อันประดุจได้กับร่างกายมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือมีอาการครบถ้วนทั้ง 32 ประการ และประกอบด้วยจิตใจอันดีงามอีกด้วย นั่นก็คือ เป็นแนวทางหลักการที่เน้นทั้งทาง กาย และ จิตใจ เข้าไว้ด้วยกัน ถ้าหากสังคมที่ประกอบด้วยความเจริญเพียบพร้อมทั้งความเจริญทางด้านวัตถุ และความสูงส่งทางด้านจิตใจแล้วไซร้ สันติภาพ ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้นแก่สังคมนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการธัมมาธิปไตยที่มุ่งพัฒนาความเป็นมนุษย์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานทางด้านจิตใจ ไปสู่พฤติกรรม การกระทำภายนอกของมนุษย์ ซึ่งวัตถุและจิตใจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาไปควบคู่และสอดคล้องผสมผสานกลมกลืน จึงจะทำให้สังคมไทยนั้นกลับไปสู่ความร่มเย็น มีความสุข และมีสันติภาพทั้งภายใน และภายนอก และนั่นคือจุดมุ่งหมายของหลักการที่เรียกว่า ธัมมาธิปไตยนั่นเอง...


[1] เอกสารประกอบการสอนวิชา ปรัชญาการเมือง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน้า 224.225
[2] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม หน้า 211-212
[3] พระธัญณัฏฐ์ชัย ชยฺยธมฺโม พระพุทธศาสนากับการเมือง
[4] พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร) Buddhist morality หน้า 17 ( “Buddhism was a democratic movement, which upheld democracy in religion, democracy in society, and democracy in politics’