ธัมมาธิปไตยในยุคโลกาภิวัฒน์
โดย พระธัญณัฏฐ์ชัย ชยฺยธมฺโม
ท่ามกลางความสับสน วุ่นวายต่อสภาวะอันยุ่งเหยิงของสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ปมปริศนา ความเคลือบแคลงที่น่าสงสัยบางประการได้สร้างความฉงน งุนงง ให้แก่บุคคลทั่ว ๆ ไป จำเป็นต้องนำกลับไปครุ่นคิดอยู่มิใช่น้อย คำถามที่ว่า การเมืองที่ดี การปกครองที่ดี และดีอย่างที่แท้จริงนั้น มันมีอยู่จริงหรือไม่? เป็นอย่างไร? และอยู่ที่ตรงไหน?
ความพยายามที่จะปรับปรุง ปฏิรูป รูปแบบทางด้านการเมืองภายในของสังคมไทย ในยุคของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นหลาย ๆ ครั้ง ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะมิได้ส่งเสริมหรือสร้างฐานความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยแทบสักครั้ง ประชาธิปไตยที่เราได้ยินได้ฟังมานั้น มันจึงเป็นเพียงเฉพาะแค่คำกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ หรือเป็นแค่เพียงรูปแบบการปกครองที่กรวงโบ๋ภายใน ปราศจากขาดไร้ซึ่งเนื้อหาสาระแก่นสารอันแท้จริง คำว่าประชาธิปไตยจึงกลายเป็นแค่ข้ออ้างของบุคคลบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น เพื่อที่หยิบยกขึ้นมาแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนและพวกพ้อง ในความเป็นจริงแล้วความเป็นประชาธิปไตยที่แท้นั้นอยู่ตรงจุดไหน? กันแน่! ปัญหาตรงจุดนี้คงจะเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถที่จะถกเถียงหรือหาเหตุผลหรือหาคำตอบที่ลงตัวกันได้ ก็เพราะปัจจุบันนี้ พวกเราทั้งหลายต่างก็ยังหลงจมปัก ยึดติดอยู่กับเพียงรูปแบบการปกครอง ที่ดูคล้ายราวกับว่ามันจะมีความทันสมัยทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ แต่แท้ที่จริง เนื้อหรือสาระภายในความเป็นประชาธิปไตยนั้น เรามักจะไม่ค่อยพูดถึงกันสักเท่าไหร่? ว่าเราควรจะพัฒนาการปกครองประชาธิปไตยในลักษณะใด? แบบไหน? ที่จะทำให้คนไทย สังคมไทยมีความ...สุขมากที่สุด! ตรงจุดนี้เราควรน่าจะพูดถึงกัน แต่ก็กลับถูกละเลยเพิกเฉยไปเสีย ความพยายามที่จะเดินทางแนวคิดทางตะวันตกอย่างไร้ขอบเขตและขาดไร้จุดมุ่งหมายของคนไทยในอดีตนั้น ได้กระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองลงไป โดยปราศจาก ความคิดใคร่ครวญ คำนึง คิดถึงเหตุและผล ความเหมาะ ความควรที่เพียงพอเสียก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ผลกระทบต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งบางอย่างก็มิสามารถที่จะแก้ไขได้เลย เพราะปัญหาบางอย่างก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยที่ฝังรากลึกของคนไทยส่วนใหญ่ไปเสียอีกแล้ว โดยเฉพาะแนวความคิดเกี่ยวกับ Materialism เราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจและทราบถึงสาเหตุ การเปลี่ยนแปลงทางด้านแนวคิดด้านการปกครองของทางตะวันตกให้มากยิ่งขึ้น เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงนั้น ล้วนมีสาเหตุมาจากความบีบคั้นกดดันทางภายในที่จำเป็นแทบทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น แนวความคิดทางการเมืองตั้งแต่สมัยคลาสสิค ที่เน้นเรื่องการเมืองต้องคู่คุณธรรม เพราะสาเหตุของคนในยุคนั้นมิได้มีการดิ้นรนแข่งขันเอารัดเอาเปรียบกันมากนัก) จนมาสู่แนวคิดปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบแข่งขันกันสูง ซึ่งบิดาปรัชญาทางการเมืองนี้ได้แก่ แมคคียอาร์ เวลลีย์ ใน The prince เขามีแนวคิดทางการเมืองว่า “ผู้ปกครอง ไม่ควรจะเลี่ยงจากการกระทำดีหากเป็นไปได้ แต่เขาก็จะต้องรู้วิธีทำความชั่วร้ายถ้าจำเป็น ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดของตนเขาเขียนว่า ถ้าทุกคนเป็นคนดี คำสอนนี้ก็จะใช้ไม่ได้แต่นี่เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สกปรกที่ไม่รู้จักคำพูดของตนท่าน (ผู้ปกครอง) ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดของท่านต่อพวกเขา ถ้าผู้ปกครองเป็นคนดีมีเมตตาเขาก็จะถูกทำลาย” [1]
จะเห็นได้ว่าแนวคิดทางปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ทางตะวันตกนั้นไม่แตกต่างไปจากแนวคิดของผู้ปกครองในสังคมทั่วไปในยุคปัจจุบันสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะสังคมไทย ที่ผู้ปกครองพยายามแสวงผลประโยชน์ให้แก่ตนและพรรคพวก ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อแนวคิดความทางด้านศีลธรรมทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทางด้านพระพุทธศาสนาถูกละเลยเพิกเฉยขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควรจะเป็น
ในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ฟองสบู่แตก มีคนไทยมิใช่น้อยที่ต้องตกอยู่ในสภาวะแห่งการล้มละลาย และได้มีหลายฝ่ายได้ออกมาเรียกร้องให้มีระบบการบริหารแบบใหม่ที่เรียกว่า Good governance หรือ ธรรมภิบาลนั่นเอง...
ถ้าเราลองมองย้อนกลับมาดูที่คำสอนที่มาในทางพระพุทธศาสนา แล้วเราจะพบเกี่ยวกับแนวความคิดเรื่องธัมมาภิบาลซึ่งมีมายาวนานมากกว่า 2500 ปีแล้ว ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธัมมาธิปไตย” แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องธัมมาธิปไตยนี้ ถ้าว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ก็คงน่าที่จะหมายถึง แนวทางที่ยึดเอา หลักการ เหตุผล และความถูกต้อง ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐาน ของศีลธรรม คุณธรรม ความดีต่าง ๆ มาเป็นบรรทัดฐานในการปกครองและบริหารปกครอง ตั้งแต่ระดับประเทศลงมาจนถึงชุมชนระดับล่าง
ถ้าเรามองวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวทางในการบริหารจัดการในปัจจุบันเราจะพบว่า เป็นแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้อยู่ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “โลกาธิปไตย” ซึ่งหมายถึงการยึดเอาแนวความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่มาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งกรณีลักษณะนี้ อาจจะมีทั้งถูกและผิด หรืออาจจะหาความแน่นอนที่จะเป็นบรรทัดฐานที่แท้จริง ๆ มิได้ ยกตัวอย่างเช่น การยึดถือเพียงเฉพาะกฎหมายบ้านเมืองเป็นหลักเพียงอย่างเดียวในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปนั้น เราจะเห็นได้ว่า ความคิดของผู้คนก็มักจะไปมัวพะวงอยู่กับว่าการที่ว่า จะทำอย่างไร? ก็ได้ที่จะไม่ผิดกฎหมาย โดยที่มิได้คำนึงถึงเลยว่า จะทำอย่างไรที่ไม่ผิดศีลธรรม คดีฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลจึงมีให้เราเห็นอยู่ทุกวัน ซึ่งถือว่าฝ่ายใดก็ตามที่สามารถมีพยานหลักฐานทำสามารถทำให้ศาลเชื่อได้ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงมีข้อสังเกตได้อีกประการหนึ่งคือว่า มนุษย์ได้สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นเพื่อใช้สร้างระเบียบให้สังคมแล้ว แต่ทำไม? มนุษย์กลับต้องมาวุ่นวายอยู่กับกฎเกณฑ์เหล่านี้ที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งในอดีตด้วยเล่า! เพราะฉะนั้นการปกครองในแนวโลกาธิปไตยหรือที่เรียกว่าประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงไม่แตกต่างอะไรกับ การปกครอง ที่เปรียบประดุจสภาพที่มีแต่เพียงร่างกายแต่ขาดไร้ซึ่งจิตใจนั่นเอง!
ซึ่งยังมีการปกครองอีกลักษณะหนึ่งนั่นก็คือ การปกครองให้อำนาจผู้นำเพียงคนเดียวเป็นใหญ่มีอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งเรียกว่า อัตตาธิปไตย นั้น ซึ่งการปกครองลักษณะนี้ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าหากผู้นำเป็นคนดีมีศีลธรรมบ้านเมืองก็สงบร่มเย็น แต่เมื่อใดถ้าผู้นำเป็นคนไม่มีคุณธรรมบ้านเมืองก็ต้องเดือดร้อน อย่างเช่นกรณีทีเกิดสงครามระหว่างสหรัฐกับอิรักนั้น ซึ่งเกิดมาจากการตัดสินใจเฉพาะของผู้นำทั้งสองฝ่ายนั่นเอง สงครามความเดือดร้อนต่าง ๆ จึงอุบัติขึ้น
ถ้าเรามองดูแนวทางของหลักการของธัมมาธิปไตยแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเป็นหลักการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมมนุษย์ทุก ๆ สังคม เพราะหลักการธัมมาธิปไตยนั้น ยึดถือเอาแนวทางสายกลางเป็นหลัก คือไม่สุดโต่งหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ธัมมาธิปไตยจึงยึดถือเอา ความถูกต้อง เหมาะสม อันมีเหตุผล ถูกต้องสมควรตามกาลเทศะมาใช้ปกครองมนุษย์นั่นเอง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้วางหลักการธัมมาธิปไตย ที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองเอาไว้แก่เจ้าลิจฉวีซึ่งได้ ปกครองแบบสามัคคีธรรมหรือสมาพันธรัฐ ถือว่ามีการปกครองที่ถือค่อนข้างที่จะเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในยุคนั้น หลักธรรมการปกครองซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้มีชื่อว่า “อปริหานิยธรรม” แปลว่า ข้อปฏิบัติไม่เป็นที่ตั้งของความเสื่อม หรือข้อที่ประพฤติปฏิบัติแล้วจะไม่นำไปสู่ความเสื่อมเรียกอย่างง่ายว่า ปฏิบัติแล้วจะสามารถรักษาความเจริญรุ่งเรืองเอาได้นั่นเอง: ซึ่งมีทั้งหมด 7 ประการ ดังนี้คือ
1.มีการประชุมกันเสมอ และพร้อมเพรียง
2.การประชุมเป็นไปโดยสามัคคี เข้าประชุมพร้อมกัน เลิกประชุมพร้อมกัน ปฏิบัติกรณียะที่ควรทำโดยพร้อมกัน
3.ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ควรบัญญัติ ไม่ทำลายข้อบัญญัติที่เหมาะสม ยึดถือปฏิบัติตามบัญญัติที่รับรองอยู่แล้ว
4.สักการะ เคารพ นับถือ บุชา ผู้เก่าแก่ของบ้านเมือง และเชื่อฟังปฏิบัติตาม
5.ไม่ทำการข่มขืนน้ำใจกุลสตรีโดยพลการ เชิดชูเกียรติศักดิ์ศรีของกุลสตรีให้สูงเด่น
6.สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ปูชานียสถานทั้งภายในและภายนอกเมือง ไม่ทำลายการบริจารบำรุงที่เป็นมาโดยธรรมแต่โบราณ
7.ถวายการคุ้มครองป้องกันด้วยดีในพระอรหันต์ของชาวเมือง พร้อมด้วยใจปรารถนาว่า ท่านที่ยังไม่ได้มา ขอได้โปรดมาเมืองข้าพเจ้าเถิด ส่วนท่านที่มาแล้วของให้ท่านอยู่เป็นผาสุกในเมืองนี้เถิด[2]
จะเห็นได้ว่า แนวทางการปกครองที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้นั้นซึ่งสามารถพอที่จะสรุปเป็นแนวทางและใจความได้ ดังนี้คือ
อปริหานิยธรรมข้อที่1 และข้อที่2 นั้น พระพุทธเจ้าทรงเน้นเรื่อง
*1.หลักความสามัคคี คือมีความคิดเห็น การแสดงออกเป็นไปแนวทางเดียวกัน มีความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีเป็นพี่น้องกัน
*2.หลักความเสมอภาค คือไม่เลือกปฏิบัติคือต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบของสังคมที่วางไว้
อปริหานิยธรรมข้อที่3 นั้นพระพุทธองค์ทรงเน้นเรื่อง
*3.หลักความเหมาะสม ซึ่งหมายถึง การเอารับสิ่งที่ไม่ควรไม่เหมาะสมกับสังคมไทย มาใช้และบัญญัติไว้ อย่างเช่น ปัจจุบันเราได้รับเอาแนวคิดวัฒนธรรมตะวันตกมาเป็นข้ออ้างและนำมาบัญญัติเอาไว้เป็นกฎหมาย เพื่อใช้ในการปกครองบริหารประเทศ จะเห็นได้ว่าทุก ๆ วันนี้ คนไทยคิดอย่างไรก็ไม่ค่อยที่จะแตกต่างจากฝรั่งมากนักเพราะอิทธิพลตะวันตกได้แพร่ระบาดเข้ามาดุจเชื้อโรค ทำให้คนไทยจึงต้องตกเป็นทาสวัฒนธรรมตะวันตกโดยปริยายไม่ว่า จะเป็นเรื่อง วัตถุนิยม เห็นเงินเป็นพระเจ้า บริโภคนิยม เสรีนิยม ทุนนิยม ต่างเหล่านี้เป็นต้น[3]
เมื่อเรามาวิเคราะห์ตระหนัก คำนึงถึงเหตุและผลอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราจะพบเห็นว่า ผู้คนในสังคมไทยในปัจจุบัน กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างดูเหมือนจะสับสนกับความคิดและการกระทำของตนเอง จมปักอยู่กับสภาพที่ถูกครอบงำทางความคิดจากอิทธิพลวัฒนธรรมทางตะวันตก สังคมไทยดูเสมือนจะต้องการความสงบสุขร่มเย็นให้เกิดขึ้นในสังคม แต่กลับไม่สร้างสรรค์ความสงบสุขให้เกิดขึ้น ต้องการศีลธรรม ต้องการความความยุติธรรม ความถูกต้อง แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเรากลับไม่สร้างอะไรเลยที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้ไปถึงผลเหล่านั้น
ดร.บีอาร์ เอ็มเบดการ์ “ได้กล่าวว่า พระพุทธศาสนา เป็นขบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยทางศาสนา หลักการประชาธิปไตยสังคม ประชาธิปไตยทางการเมือง”[4] ซึ่งคำว่า ประชาธิปไตยของดร.เอ็มเบดการ์นั้นหมายถึง หลักการธัมมาธิปไตยในทางพระพุทธศาสนานั่นเอง คือประกอบด้วยหลัก เสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญและคงอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนาอันเป็นแนวทางแห่งสันติ
สรุปได้ก็คือ แนวทางหลักการธัมมาธิปไตยที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นหลักการและแนวทางที่มีความสอดคล้องหลักการบริหารสมัยใหม่ เช่นเดียวกับหลักการของ ธรรมมาภิบาล แต่ต่างกันตรงที่หลักการธัมมาธิปไตยนั้นเป็นหลักการที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และเหมาะสม สอดคล้องกว่าหลักการธรรมาภิบาลที่ยังเป็นแค่กรอบความคิดกว้าง ๆ อยู่ ซึ่งถ้าเปรียบหลักการธัมมาธิปไตยลงไปแล้วก็คงจะเปรียบได้กับหลักการที่ประกอบไปด้วย ความถูกต้อง ความมีเหตุมีผล และมีศีลธรรม คุณงามความดีต่าง ๆ อันประดุจได้กับร่างกายมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือมีอาการครบถ้วนทั้ง 32 ประการ และประกอบด้วยจิตใจอันดีงามอีกด้วย นั่นก็คือ เป็นแนวทางหลักการที่เน้นทั้งทาง กาย และ จิตใจ เข้าไว้ด้วยกัน ถ้าหากสังคมที่ประกอบด้วยความเจริญเพียบพร้อมทั้งความเจริญทางด้านวัตถุ และความสูงส่งทางด้านจิตใจแล้วไซร้ สันติภาพ ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้นแก่สังคมนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการธัมมาธิปไตยที่มุ่งพัฒนาความเป็นมนุษย์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานทางด้านจิตใจ ไปสู่พฤติกรรม การกระทำภายนอกของมนุษย์ ซึ่งวัตถุและจิตใจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาไปควบคู่และสอดคล้องผสมผสานกลมกลืน จึงจะทำให้สังคมไทยนั้นกลับไปสู่ความร่มเย็น มีความสุข และมีสันติภาพทั้งภายใน และภายนอก และนั่นคือจุดมุ่งหมายของหลักการที่เรียกว่า ธัมมาธิปไตยนั่นเอง...
[1] เอกสารประกอบการสอนวิชา ปรัชญาการเมือง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน้า 224.225
[2] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม หน้า 211-212
[3] พระธัญณัฏฐ์ชัย ชยฺยธมฺโม พระพุทธศาสนากับการเมือง
[4] พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร) Buddhist morality หน้า 17 ( “Buddhism was a democratic movement, which upheld democracy in religion, democracy in society, and democracy in politics’
ท่ามกลางความสับสน วุ่นวายต่อสภาวะอันยุ่งเหยิงของสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ปมปริศนา ความเคลือบแคลงที่น่าสงสัยบางประการได้สร้างความฉงน งุนงง ให้แก่บุคคลทั่ว ๆ ไป จำเป็นต้องนำกลับไปครุ่นคิดอยู่มิใช่น้อย คำถามที่ว่า การเมืองที่ดี การปกครองที่ดี และดีอย่างที่แท้จริงนั้น มันมีอยู่จริงหรือไม่? เป็นอย่างไร? และอยู่ที่ตรงไหน?
ความพยายามที่จะปรับปรุง ปฏิรูป รูปแบบทางด้านการเมืองภายในของสังคมไทย ในยุคของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นหลาย ๆ ครั้ง ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะมิได้ส่งเสริมหรือสร้างฐานความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยแทบสักครั้ง ประชาธิปไตยที่เราได้ยินได้ฟังมานั้น มันจึงเป็นเพียงเฉพาะแค่คำกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ หรือเป็นแค่เพียงรูปแบบการปกครองที่กรวงโบ๋ภายใน ปราศจากขาดไร้ซึ่งเนื้อหาสาระแก่นสารอันแท้จริง คำว่าประชาธิปไตยจึงกลายเป็นแค่ข้ออ้างของบุคคลบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น เพื่อที่หยิบยกขึ้นมาแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนและพวกพ้อง ในความเป็นจริงแล้วความเป็นประชาธิปไตยที่แท้นั้นอยู่ตรงจุดไหน? กันแน่! ปัญหาตรงจุดนี้คงจะเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถที่จะถกเถียงหรือหาเหตุผลหรือหาคำตอบที่ลงตัวกันได้ ก็เพราะปัจจุบันนี้ พวกเราทั้งหลายต่างก็ยังหลงจมปัก ยึดติดอยู่กับเพียงรูปแบบการปกครอง ที่ดูคล้ายราวกับว่ามันจะมีความทันสมัยทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ แต่แท้ที่จริง เนื้อหรือสาระภายในความเป็นประชาธิปไตยนั้น เรามักจะไม่ค่อยพูดถึงกันสักเท่าไหร่? ว่าเราควรจะพัฒนาการปกครองประชาธิปไตยในลักษณะใด? แบบไหน? ที่จะทำให้คนไทย สังคมไทยมีความ...สุขมากที่สุด! ตรงจุดนี้เราควรน่าจะพูดถึงกัน แต่ก็กลับถูกละเลยเพิกเฉยไปเสีย ความพยายามที่จะเดินทางแนวคิดทางตะวันตกอย่างไร้ขอบเขตและขาดไร้จุดมุ่งหมายของคนไทยในอดีตนั้น ได้กระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองลงไป โดยปราศจาก ความคิดใคร่ครวญ คำนึง คิดถึงเหตุและผล ความเหมาะ ความควรที่เพียงพอเสียก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ผลกระทบต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งบางอย่างก็มิสามารถที่จะแก้ไขได้เลย เพราะปัญหาบางอย่างก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยที่ฝังรากลึกของคนไทยส่วนใหญ่ไปเสียอีกแล้ว โดยเฉพาะแนวความคิดเกี่ยวกับ Materialism เราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจและทราบถึงสาเหตุ การเปลี่ยนแปลงทางด้านแนวคิดด้านการปกครองของทางตะวันตกให้มากยิ่งขึ้น เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงนั้น ล้วนมีสาเหตุมาจากความบีบคั้นกดดันทางภายในที่จำเป็นแทบทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น แนวความคิดทางการเมืองตั้งแต่สมัยคลาสสิค ที่เน้นเรื่องการเมืองต้องคู่คุณธรรม เพราะสาเหตุของคนในยุคนั้นมิได้มีการดิ้นรนแข่งขันเอารัดเอาเปรียบกันมากนัก) จนมาสู่แนวคิดปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบแข่งขันกันสูง ซึ่งบิดาปรัชญาทางการเมืองนี้ได้แก่ แมคคียอาร์ เวลลีย์ ใน The prince เขามีแนวคิดทางการเมืองว่า “ผู้ปกครอง ไม่ควรจะเลี่ยงจากการกระทำดีหากเป็นไปได้ แต่เขาก็จะต้องรู้วิธีทำความชั่วร้ายถ้าจำเป็น ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดของตนเขาเขียนว่า ถ้าทุกคนเป็นคนดี คำสอนนี้ก็จะใช้ไม่ได้แต่นี่เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สกปรกที่ไม่รู้จักคำพูดของตนท่าน (ผู้ปกครอง) ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดของท่านต่อพวกเขา ถ้าผู้ปกครองเป็นคนดีมีเมตตาเขาก็จะถูกทำลาย” [1]
จะเห็นได้ว่าแนวคิดทางปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ทางตะวันตกนั้นไม่แตกต่างไปจากแนวคิดของผู้ปกครองในสังคมทั่วไปในยุคปัจจุบันสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะสังคมไทย ที่ผู้ปกครองพยายามแสวงผลประโยชน์ให้แก่ตนและพรรคพวก ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อแนวคิดความทางด้านศีลธรรมทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทางด้านพระพุทธศาสนาถูกละเลยเพิกเฉยขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควรจะเป็น
ในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ฟองสบู่แตก มีคนไทยมิใช่น้อยที่ต้องตกอยู่ในสภาวะแห่งการล้มละลาย และได้มีหลายฝ่ายได้ออกมาเรียกร้องให้มีระบบการบริหารแบบใหม่ที่เรียกว่า Good governance หรือ ธรรมภิบาลนั่นเอง...
ถ้าเราลองมองย้อนกลับมาดูที่คำสอนที่มาในทางพระพุทธศาสนา แล้วเราจะพบเกี่ยวกับแนวความคิดเรื่องธัมมาภิบาลซึ่งมีมายาวนานมากกว่า 2500 ปีแล้ว ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธัมมาธิปไตย” แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องธัมมาธิปไตยนี้ ถ้าว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ก็คงน่าที่จะหมายถึง แนวทางที่ยึดเอา หลักการ เหตุผล และความถูกต้อง ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐาน ของศีลธรรม คุณธรรม ความดีต่าง ๆ มาเป็นบรรทัดฐานในการปกครองและบริหารปกครอง ตั้งแต่ระดับประเทศลงมาจนถึงชุมชนระดับล่าง
ถ้าเรามองวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวทางในการบริหารจัดการในปัจจุบันเราจะพบว่า เป็นแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้อยู่ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “โลกาธิปไตย” ซึ่งหมายถึงการยึดเอาแนวความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่มาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งกรณีลักษณะนี้ อาจจะมีทั้งถูกและผิด หรืออาจจะหาความแน่นอนที่จะเป็นบรรทัดฐานที่แท้จริง ๆ มิได้ ยกตัวอย่างเช่น การยึดถือเพียงเฉพาะกฎหมายบ้านเมืองเป็นหลักเพียงอย่างเดียวในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปนั้น เราจะเห็นได้ว่า ความคิดของผู้คนก็มักจะไปมัวพะวงอยู่กับว่าการที่ว่า จะทำอย่างไร? ก็ได้ที่จะไม่ผิดกฎหมาย โดยที่มิได้คำนึงถึงเลยว่า จะทำอย่างไรที่ไม่ผิดศีลธรรม คดีฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลจึงมีให้เราเห็นอยู่ทุกวัน ซึ่งถือว่าฝ่ายใดก็ตามที่สามารถมีพยานหลักฐานทำสามารถทำให้ศาลเชื่อได้ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงมีข้อสังเกตได้อีกประการหนึ่งคือว่า มนุษย์ได้สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นเพื่อใช้สร้างระเบียบให้สังคมแล้ว แต่ทำไม? มนุษย์กลับต้องมาวุ่นวายอยู่กับกฎเกณฑ์เหล่านี้ที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งในอดีตด้วยเล่า! เพราะฉะนั้นการปกครองในแนวโลกาธิปไตยหรือที่เรียกว่าประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงไม่แตกต่างอะไรกับ การปกครอง ที่เปรียบประดุจสภาพที่มีแต่เพียงร่างกายแต่ขาดไร้ซึ่งจิตใจนั่นเอง!
ซึ่งยังมีการปกครองอีกลักษณะหนึ่งนั่นก็คือ การปกครองให้อำนาจผู้นำเพียงคนเดียวเป็นใหญ่มีอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งเรียกว่า อัตตาธิปไตย นั้น ซึ่งการปกครองลักษณะนี้ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าหากผู้นำเป็นคนดีมีศีลธรรมบ้านเมืองก็สงบร่มเย็น แต่เมื่อใดถ้าผู้นำเป็นคนไม่มีคุณธรรมบ้านเมืองก็ต้องเดือดร้อน อย่างเช่นกรณีทีเกิดสงครามระหว่างสหรัฐกับอิรักนั้น ซึ่งเกิดมาจากการตัดสินใจเฉพาะของผู้นำทั้งสองฝ่ายนั่นเอง สงครามความเดือดร้อนต่าง ๆ จึงอุบัติขึ้น
ถ้าเรามองดูแนวทางของหลักการของธัมมาธิปไตยแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเป็นหลักการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมมนุษย์ทุก ๆ สังคม เพราะหลักการธัมมาธิปไตยนั้น ยึดถือเอาแนวทางสายกลางเป็นหลัก คือไม่สุดโต่งหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ธัมมาธิปไตยจึงยึดถือเอา ความถูกต้อง เหมาะสม อันมีเหตุผล ถูกต้องสมควรตามกาลเทศะมาใช้ปกครองมนุษย์นั่นเอง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้วางหลักการธัมมาธิปไตย ที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองเอาไว้แก่เจ้าลิจฉวีซึ่งได้ ปกครองแบบสามัคคีธรรมหรือสมาพันธรัฐ ถือว่ามีการปกครองที่ถือค่อนข้างที่จะเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในยุคนั้น หลักธรรมการปกครองซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้มีชื่อว่า “อปริหานิยธรรม” แปลว่า ข้อปฏิบัติไม่เป็นที่ตั้งของความเสื่อม หรือข้อที่ประพฤติปฏิบัติแล้วจะไม่นำไปสู่ความเสื่อมเรียกอย่างง่ายว่า ปฏิบัติแล้วจะสามารถรักษาความเจริญรุ่งเรืองเอาได้นั่นเอง: ซึ่งมีทั้งหมด 7 ประการ ดังนี้คือ
1.มีการประชุมกันเสมอ และพร้อมเพรียง
2.การประชุมเป็นไปโดยสามัคคี เข้าประชุมพร้อมกัน เลิกประชุมพร้อมกัน ปฏิบัติกรณียะที่ควรทำโดยพร้อมกัน
3.ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ควรบัญญัติ ไม่ทำลายข้อบัญญัติที่เหมาะสม ยึดถือปฏิบัติตามบัญญัติที่รับรองอยู่แล้ว
4.สักการะ เคารพ นับถือ บุชา ผู้เก่าแก่ของบ้านเมือง และเชื่อฟังปฏิบัติตาม
5.ไม่ทำการข่มขืนน้ำใจกุลสตรีโดยพลการ เชิดชูเกียรติศักดิ์ศรีของกุลสตรีให้สูงเด่น
6.สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ปูชานียสถานทั้งภายในและภายนอกเมือง ไม่ทำลายการบริจารบำรุงที่เป็นมาโดยธรรมแต่โบราณ
7.ถวายการคุ้มครองป้องกันด้วยดีในพระอรหันต์ของชาวเมือง พร้อมด้วยใจปรารถนาว่า ท่านที่ยังไม่ได้มา ขอได้โปรดมาเมืองข้าพเจ้าเถิด ส่วนท่านที่มาแล้วของให้ท่านอยู่เป็นผาสุกในเมืองนี้เถิด[2]
จะเห็นได้ว่า แนวทางการปกครองที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้นั้นซึ่งสามารถพอที่จะสรุปเป็นแนวทางและใจความได้ ดังนี้คือ
อปริหานิยธรรมข้อที่1 และข้อที่2 นั้น พระพุทธเจ้าทรงเน้นเรื่อง
*1.หลักความสามัคคี คือมีความคิดเห็น การแสดงออกเป็นไปแนวทางเดียวกัน มีความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีเป็นพี่น้องกัน
*2.หลักความเสมอภาค คือไม่เลือกปฏิบัติคือต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบของสังคมที่วางไว้
อปริหานิยธรรมข้อที่3 นั้นพระพุทธองค์ทรงเน้นเรื่อง
*3.หลักความเหมาะสม ซึ่งหมายถึง การเอารับสิ่งที่ไม่ควรไม่เหมาะสมกับสังคมไทย มาใช้และบัญญัติไว้ อย่างเช่น ปัจจุบันเราได้รับเอาแนวคิดวัฒนธรรมตะวันตกมาเป็นข้ออ้างและนำมาบัญญัติเอาไว้เป็นกฎหมาย เพื่อใช้ในการปกครองบริหารประเทศ จะเห็นได้ว่าทุก ๆ วันนี้ คนไทยคิดอย่างไรก็ไม่ค่อยที่จะแตกต่างจากฝรั่งมากนักเพราะอิทธิพลตะวันตกได้แพร่ระบาดเข้ามาดุจเชื้อโรค ทำให้คนไทยจึงต้องตกเป็นทาสวัฒนธรรมตะวันตกโดยปริยายไม่ว่า จะเป็นเรื่อง วัตถุนิยม เห็นเงินเป็นพระเจ้า บริโภคนิยม เสรีนิยม ทุนนิยม ต่างเหล่านี้เป็นต้น[3]
เมื่อเรามาวิเคราะห์ตระหนัก คำนึงถึงเหตุและผลอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราจะพบเห็นว่า ผู้คนในสังคมไทยในปัจจุบัน กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างดูเหมือนจะสับสนกับความคิดและการกระทำของตนเอง จมปักอยู่กับสภาพที่ถูกครอบงำทางความคิดจากอิทธิพลวัฒนธรรมทางตะวันตก สังคมไทยดูเสมือนจะต้องการความสงบสุขร่มเย็นให้เกิดขึ้นในสังคม แต่กลับไม่สร้างสรรค์ความสงบสุขให้เกิดขึ้น ต้องการศีลธรรม ต้องการความความยุติธรรม ความถูกต้อง แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเรากลับไม่สร้างอะไรเลยที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้ไปถึงผลเหล่านั้น
ดร.บีอาร์ เอ็มเบดการ์ “ได้กล่าวว่า พระพุทธศาสนา เป็นขบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยทางศาสนา หลักการประชาธิปไตยสังคม ประชาธิปไตยทางการเมือง”[4] ซึ่งคำว่า ประชาธิปไตยของดร.เอ็มเบดการ์นั้นหมายถึง หลักการธัมมาธิปไตยในทางพระพุทธศาสนานั่นเอง คือประกอบด้วยหลัก เสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญและคงอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนาอันเป็นแนวทางแห่งสันติ
สรุปได้ก็คือ แนวทางหลักการธัมมาธิปไตยที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นหลักการและแนวทางที่มีความสอดคล้องหลักการบริหารสมัยใหม่ เช่นเดียวกับหลักการของ ธรรมมาภิบาล แต่ต่างกันตรงที่หลักการธัมมาธิปไตยนั้นเป็นหลักการที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และเหมาะสม สอดคล้องกว่าหลักการธรรมาภิบาลที่ยังเป็นแค่กรอบความคิดกว้าง ๆ อยู่ ซึ่งถ้าเปรียบหลักการธัมมาธิปไตยลงไปแล้วก็คงจะเปรียบได้กับหลักการที่ประกอบไปด้วย ความถูกต้อง ความมีเหตุมีผล และมีศีลธรรม คุณงามความดีต่าง ๆ อันประดุจได้กับร่างกายมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือมีอาการครบถ้วนทั้ง 32 ประการ และประกอบด้วยจิตใจอันดีงามอีกด้วย นั่นก็คือ เป็นแนวทางหลักการที่เน้นทั้งทาง กาย และ จิตใจ เข้าไว้ด้วยกัน ถ้าหากสังคมที่ประกอบด้วยความเจริญเพียบพร้อมทั้งความเจริญทางด้านวัตถุ และความสูงส่งทางด้านจิตใจแล้วไซร้ สันติภาพ ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้นแก่สังคมนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการธัมมาธิปไตยที่มุ่งพัฒนาความเป็นมนุษย์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานทางด้านจิตใจ ไปสู่พฤติกรรม การกระทำภายนอกของมนุษย์ ซึ่งวัตถุและจิตใจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาไปควบคู่และสอดคล้องผสมผสานกลมกลืน จึงจะทำให้สังคมไทยนั้นกลับไปสู่ความร่มเย็น มีความสุข และมีสันติภาพทั้งภายใน และภายนอก และนั่นคือจุดมุ่งหมายของหลักการที่เรียกว่า ธัมมาธิปไตยนั่นเอง...
[1] เอกสารประกอบการสอนวิชา ปรัชญาการเมือง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน้า 224.225
[2] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม หน้า 211-212
[3] พระธัญณัฏฐ์ชัย ชยฺยธมฺโม พระพุทธศาสนากับการเมือง
[4] พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร) Buddhist morality หน้า 17 ( “Buddhism was a democratic movement, which upheld democracy in religion, democracy in society, and democracy in politics’
